นิทานเรื่องลาชเทพธิดา มีในคัมภีร์อรรถกถาครับ ผมเพิ่งเจอในหนังสือ คู่มือคนดี ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ (ธรรมสภา สถาบันบันลือธรรม พิมพ์) เนื้อหาจี้ใจสมัยหนึ่ง พระมหากัสสปเถระ เข้าสมาบัติอยู่ในถ้ำปิปผลิ ออกจากสมาบัติวันที่ 7 แล้ว ใช้ทิพยจักขุตรวจดู ก็พบสตรีชาวนา กุลธิดาชาวราชคฤห์ ปลูกข้าวสาลีในฤดูทำนา กำลังเกี่ยวรวงข้าวสาลี และทำข้าวตอกอยู่ในที่นาแห่งนั้นเวลาสายพระเถระครองจีวรถือบาตร เดินมาหยุดอยู่ใกล้นาข้าว นางกุลธิดามองเห็นก็เลื่อมใส“นิมนต์พระคุณเจ้าหยุดก่อน โยมจะถวายข้าวตอก”นางถือภาชนะใส่ข้าวตอกมาเกลี่ยลงในบาตร แล้วไหว้ กล่าวความปรารถนา “ท่านเจ้าขา ขอให้ดิฉันพึงมีส่วนได้เห็นธรรมที่ท่านเห็นแล้วด้วยเถิด” “ความปรารถนาของท่าน จงสำเร็จ...” พระเถระอนุโมทนาแล้วเดินต่อนางกุลธิดารวบรวมข้าวสาลีและข้าวตอกที่เหลือจากถวายพระใส่ภาชนะนำกลับบ้าน ระหว่างเดินบนคันนา ก็ถูกงูพิษขบกัดเข้าที่ขา พิษงูแผ่ซ่าน นางล้มลง ครู่หนึ่งก็สิ้นใจตายกุศลกรรมที่ทำ ส่งผลนางกุลธิดาไปเกิดในวิมานทองสูง 30 โยชน์ ในสวรรค์ดาวดึงส์...ประดุจหลับแล้วตื่นขึ้น ได้ชื่อ ลาชเทพธิดา (เทพธิดาผู้เคยถวายข้าวตอก) นุ่งผ้าทิพย์ มีปกติยืน ณ ประตูวิมาน ประดับขันทองคำ มีข้าวตอกทองคำห้อยระย้า ท่ามกลางนางเทพอัปสรบริวารพันนางนางใคร่ควรถึงกรรม “เราทำกุศลไว้เพียงเล็กน้อย เราควรไปปรนนิบัติบำรุงพระผู้เป็นเจ้าอีก กุศลกรรมจะได้ช่วยให้เราอยู่ในทิพยสมบัติได้ยาวนานยิ่งขึ้น”สิ้นคำปรารภ ลาชเทพธิดาก็ไปปรากฏในถ้ำปิปผลิ ที่อยู่ของพระเถระกัสสปะ ตอนเช้ามืดขณะนั้นพระเถระยังพำนักอยู่ภายใน นางจึงปัดกวาด เช็ดถูนำขยะไปเท ตักน้ำใช้ น้ำฉันไว้ให้ท่าน แล้วก็กลับเทพวิมาน พระเถระออกมาเห็นเรียบร้อยสะอาด ก็ไม่ได้สงสัย คิดว่าภิกษุหนุ่มสามเณรมาทำให้ ท่านก็ออกไปบิณฑบาต และกลับมานั่งฉันตามปกติวันที่สอง ลาชเทพธิดาก็แอบมาปรนนิบัติ สถานที่นั้นอีก พระเถระก็คิดว่าเป็นการกระทำของภิกษุสามเณรอีกวันที่สามพระเถระยังอยู่ในถ้ำ ได้ยินเสียงไม้กวาดและแสงสว่างจึงออกมาดู เห็นสตรีกำลังกวาดพื้นอยู่“นั่นใคร มากวาดพื้นหรือ?” พระเถระถาม “ดิฉันเอง มาเพื่อปรนนิบัติท่าน “ เทพธิดาตอบพระเถระสงสัย นางบอกเรื่องการใส่บาตรด้วยข้าวตอก แล้วถูกงูเห่ากัดตาย ได้ไปเกิดบนดาวดึงส์ อยากมาทำวัตรปฏิบัติท่านเติมบุญ”พระกัสสปะ จึงกล่าวไล่ “ไปเสียเถิด นางเทพธิดา บุญของเจ้าจะทำให้เราถูกพระภิกษุด้วยกันติฉินนินทา” แต่เมื่อลาชเทพธิดายืนยันขอเติมบุญต่อ พระเถระต้องดีดนิ้วมือไล่ “เจ้านี่ช่างไม่รู้ประมาณตัวเอง”ลาชเทพธิดาเหาะขึ้นบนอากาศ หยุดไหว้ร้องไห้รำพัน “ขอดิฉันเติมบุญเถิดๆ”ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ คันธกุฎี เชตวันวิหาร เขตกรุงสาวัตถี ห่างไปถึง 45 โยชน์ ทรงได้ยินเสียงนั้นทรงแผ่พระรัศมีมาอยู่ต่อหน้าเทพธิดา ตรัสว่า“เทพธิดาเอ๋ย! การสำรวมสังวร เป็นกิจของกัสสปะบุตรของเรา การทำบุญเป็นกิจของเจ้า ตรัสคาถา “หากบุคคลทำบุญ ก็ควรทำบุญบ่อยๆ และควรทำความพอใจในบุญนั้น การสั่งสมบุญจะนำสุขมาให้”นิทานเรื่องนี้จบลง ลาชเทพธิดาบรรลุโสดาบัน นางเป็นแบบอย่างให้พระปฏิบัติ ขึ้นชื่อสตรี ไม่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนนางฟ้ามิใยจะเป็นสตรีมนุษยสามัญ พระผู้เป็นบุตรพระพุทธเจ้า ไม่พึงให้ข้องแวะเข้ามาใกล้ด้วยประการฉะนี้ พระอรหันต์ในพุทธกาลท่านกลัวภัยสตรีมาก ท่านรู้ดี เสียงติฉินนินทาจะอึงมี่ตามมา พระสมัยนี้ดูเหมือนว่าจะลืมภัยเรื่องนี้กันไปแล้ว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม