จากกรณีแพทยสภามีมติลงโทษ แพทย์ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการส่งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ โดยลงโทษตักเตือน 1 คน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน กรณีให้ข้อมูลเอกสารทางการแพทย์ไม่ตรงความเป็นจริง โดยเสนอให้ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ให้ความเห็นชอบหลังจากได้รับมติจากแพทยสภาแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นต่อสภานายกพิเศษ ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เพื่อประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ มติของแพทยสภาที่สั่งลงโทษแพทย์ 3 รายนายสมศักดิ์ระบุว่า การพิจารณาลงโทษแพทย์ 3 รายของแพทยสภาต้องผ่านคณะกรรมการ 4 ชุด คือคณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมชุดเฉพาะกิจที่รับเรื่องร้องเรียน ก่อนมีมติและส่งให้คณะกรรมการสอบสวนชุดเฉพาะกิจ และส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรอง แล้วจึงนำเข้าคณะกรรมการแพทยสภาเพื่อพิจารณาโทษจึงขอข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย สภาเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน เพราะมีการเพิ่มโทษจากเดิม แต่ก็ไม่ส่งข้อมูลมาให้ การพิจารณาเรื่องนี้ต้องทำตามกฎหมาย โดยกฎหมายอาญา ม.157 เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมด รวมถึงตนเองและคนที่เป็นกรรมการแต่ละชุด ฉะนั้นต้องพิจารณาให้รอบคอบตามอำนาจหน้าที่รวมถึงนายแพทย์ รพ.ตำรวจ ได้ร้องขอความเป็นธรรม จึงได้ขอเอกสารจากแพทยสภาว่ามันตรงกับสิ่งที่เขาร้องมาหรือไม่ เพราะเกี่ยวข้องกับ ม.157 ทุกคนต้องถูกตรวจสอบโดยกฎหมาย โดย เฉพาะคณะกรรมการของแพทยสภาทุกชุด ต้องระมัดระวังว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควร จะต้องไม่ให้ขัดกับ ม.157 เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐล่าสุด ทางแพทยสภายืนยันว่าจะไม่ส่งเอกสารใดๆเพิ่มเติม โดยกรรมการแพทยสภาคนหนึ่งระบุว่าได้ส่งเอกสารประกอบทั้งหมดไปพร้อมมติแพทยสภาแล้ว ในส่วนที่สามารถให้ได้ และคิดว่าแค่นั้นก็มากเพียงพอที่จะพิจารณาได้ ยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส มีเอกสาร หลักฐาน แต่การพิจารณาถือเป็นความลับในกลุ่มกรรมการทั้งนี้ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ให้อำนาจสภานายกพิเศษพิจารณามติของแพทยสภา ได้ 2 แนวทาง คือเห็นชอบ หรือยับยั้ง (วีโต้) ดังนั้นเมื่อได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เพื่อความโปร่งใส สภานายกพิเศษคงต้องใช้สิทธิวีโต้ หากแพทยสภาจะยืนยันมติเดิม ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของกรรมการ 70 คน ส่วนจะมีใครผิด ม.157 หรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม