วันเวลาผ่านไปไม่หวนกลับ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดไม่ต้องเสียใจวันหน้า เหตุบ้านการเมืองในรอบ 365 วันที่ผ่านมา ยังเต็มไปด้วยปัญหา ปั่นป่วน อลเวงประเด็น “ชั้น 14” ยังลามต่อเนื่องจากปี 2566 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับประเทศไทยรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม แล้วย้ายไปพักรักษาอาการป่วยที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางข้อกังขาเข้าคุกแล้วหรือยังรัฐบาลที่นำโดย “อดีตนายกฯนิด” เศรษฐา ทวีสิน ยังคงบริหารงานติดขัด ไม่ราบรื่น แม้จะทำหน้าที่มาแล้ว 5-6 เดือนแต่ก็ยังไม่เห็นผลงาน นอกจากสวมบทเป็นเซลส์แมนประเทศไทย เดินสายไปต่างประเทศถี่ยิบ ภาพรวมเห็นเพียงแค่แพตเทิร์น “ฟื้นเศรษฐกิจ-เดินสาย-บูมการท่องเที่ยว” แต่เนื้องานที่จับต้องได้แทบไม่มีโครงการเรือธงที่พรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาลหาเสียงเอาไว้อย่าง “ดิจิทัลวอลเล็ต” ก็ยังไม่ได้ฤกษ์เริ่มเสียที จึงไม่มีพายุหมุนทางเศรษฐกิจให้เห็นการเมืองร้อนแรงขึ้นช่วงเดือน ก.พ.2567 เมื่อนายทักษิณออกจากชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า พร้อมส่งสัญญาณรุกคืบทางการเมือง จนเกิดปรากฏการณ์อำนาจซ้อน รัศมีบ้านจันทร์ส่องหล้าฉายแสงเจิดจ้ากว่าทำเนียบรัฐบาลบรรดาแกนนำ หัวหน้าพรรคการเมืองล้วนวิ่งเข้าหาอดีตนายกฯทักษิณ แม้กระทั่งสมเด็จฮุน เซน ประธานสภาและอดีตนายกฯกัมพูชา ยังเดินทางมาหาถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า“ทักษิณ” อยู่นิ่งได้ไม่นาน กลางเดือน มี.ค. เดินทางกลับบ้านเกิดเชียงใหม่ ไหว้อัฐิบรรพบุรุษ ก่อนให้สัมภาษณ์โชว์วิสัยทัศน์นำร่องปรับหมากแก้เศรษฐกิจ ก่อนที่นายกฯเศรษฐาจะปรับ ครม.ตามมาในเดือน เม.ย. ภาพรวมเป็นการขยับเสริมทีมเศรษฐกิจและเติมตำแหน่งที่ว่างปรากฏว่านายพิชิต ชื่นบาน ทนายประจำตระกูลชินวัตร ที่ถูกเบรกไว้ไม่ให้เป็นรัฐมนตรีตอนฟอร์มรัฐบาลใหม่ๆ คราวนี้รับตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ ท่ามกลางกระแสข่าว “นายใหญ่จันทร์ส่องหล้า” เป็นโปรโมเตอร์ผลักดัน ไม่สนเสียงข่มขู่ร้องเรียนคล้อยหลังการปรับ ครม.ผ่านไปครึ่งเดือน วันที่ 15 พ.ค.2567 กลุ่ม สว.40 คน ร่วมกันเข้าชื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา และนายพิชิต ต้องสิ้นสุดลงหรือไม่สืบเนื่องจากการตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรีเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประเด็นขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงกระทั่งวันที่ 14 ส.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายเศรษฐาหลุดจากตำแหน่งนายกฯทันที ฐานฝ่าฝืนจริยธรรมทำให้ “ทักษิณ” ออกมาพุ่งเป้าฟาดฟันว่าเป็นหมากเกม ขบวนการนิติสงครามของ “คนบ้านป่า” ขับเคลื่อนผ่านกลุ่ม 40 สว. และไม่ไว้วางใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อาจถูกฉกฉวยตำแหน่งนายกฯจึงกระชับอำนาจเอาไว้ด้วยการนัดแกนนำ หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล มากินมาม่าเช็กชื่อตรวจแถวที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่ให้ไปซ่องสุมรวมตัวกับใครเพื่อตั้งรัฐบาลแข่งพร้อมจับทำ MOU บ้านจันทร์ฯ สรุปข้อตกลงให้นายกฯเป็นคนจากพรรคเพื่อไทย โดยปล่อยชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย ออกมาเป็นว่าที่นายกฯคนถัดไปแต่พอรุ่งเช้าชื่อกลับเปลี่ยนกลายเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ผู้เป็นลูกสาวและหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น เปลี่ยนนายกฯจากนายเศรษฐา มาเป็น น.ส.แพทองธาร ฟอร์มรัฐบาลใหม่ด้วยทีมงานพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเป็นหลัก ปฏิบัติการรวดเร็วฟ้าแลบ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม หรือ ปัจจัยแทรกซ้อนโดยรัฐบาลที่ยังคงมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ดึงเอาพรรคประชาธิปัตย์ศัตรูคู่ขัดแย้งยาวนานมาร่วมรัฐบาล ท่ามกลางเสียงสวดของแฟนคลับทั้ง 2 ฝ่ายขณะเดียวกันยังปฏิบัติการแยกส่วนพรรคพลังประชารัฐ จนกลายเป็นพรรคอกแตก ถีบทิ้ง “ทีมงานบ้านป่า” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกไปเป็นฝ่ายค้านแต่ สส.ในปีกของ “ผู้กอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กว่า 20 คน ยังคงอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปย้อนเกล็ดถอนแค้นนิติสงคราม “บ้านจันทร์” ได้จังหวะเอาคืน “บ้านป่า”การเมืองไม่มีทีท่าลดดีกรีความร้อนแรง “ทีมงานบ้านป่า” แค้นสุมไฟเดินหน้าราวีหนักหน่วงกว่าเก่า โยงปมยื่นร้องเรียน “ทักษิณ” และพรรคเพื่อไทยต่อศาลรัฐธรรมนูญข้อหาล้มล้างการปกครองแต่มันไม่สัมฤทธิ์ผล ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องไว้วินิจฉัย เพราะหลักฐานข้อกล่าวหาไกลเกินกว่าเหตุนอกจากนั้นพรรคพลังประชารัฐยังตั้งโต๊ะแถลงเปิดฉากคัดค้าน พร้อมจี้ให้ยกเลิก MOU 44 ที่ทำไว้กับกัมพูชาช่วงเดือน ก.ย.2567 “นายกฯอิ๊งค์” นั่งเก้าอี้นายกฯในสภาพที่รัฐบาลยังทรงๆเหมือนเดิม ต้องเผชิญกับกระแสดราม่านายกฯนอมินี บารมีพ่อบดบัง“ทักษิณ” เองก็เจอตั้งแง่ครหา ครอบงำสั่งการทั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และนายกฯลูกสาว จนต้องออกมาประกาศวลีเด็ด “ครอบครองไม่ครอบงำ”ขณะที่ “นายกฯอิ๊งค์” หนีไม่พ้นบ่วงนิติสงครามลามถึงตัวเจอร้องแรกแหกกระเชอสากกะเบือยันเรือรบ ไม่ว่าเรื่องถือหุ้น ขายหุ้นบริษัท ธุรกรรมต่างๆ เรื่อยไปจนถึงปมทำสัญลักษณ์ “มินิฮาร์ต” ไม่เหมาะสมกรณีที่ดินอัลไพน์ก็ถูกขุดคุ้ยนัวเนีย เหมือนเจตนาต้องการผูกขาเอาไว้ในเชิงการบริหาร “นายกฯอิ๊งค์” เข้ามาทำหน้าที่ท่ามกลางสารพัดปัญหา น้ำท่วมหนักครั้งใหญ่ประดังมาทั้งเหนือ–ใต้ พร้อมกระแสดราม่าที่ “นายกฯอิ๊งค์” ตกเป็นเป้าถูกโจมตีเรื่องช่วยน้ำท่วมปักษ์ใต้ล่าช้าส่วนทิศทางผลงานรัฐบาลยังอืดอาด โครงการประชานิยมสะดุด งบประมาณมีจำกัด แถมยังต้องใช้ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ“ดิจิทัลวอลเล็ต” จึงต้องแปรสภาพ กลายเป็นการแจกด้วยเงินสด 1 หมื่นบาทเป็นลอตๆ และแบ่งแยกย่อยกลุ่มคน พายุหมุนอ่อนกำลังเหลือแค่ลมพัดใบไม้ไหว จนถึงตอนนี้ยังแจกได้เฉพาะเพียงแค่กลุ่มคนเปราะบางเท่านั้นส่วนลอต 2 ที่กำหนดแจกให้กลุ่มคนสูงอายุที่เข้าเงื่อนไขราวๆ 3-4 ล้านคนนั้น ยังต้องรอลุ้นช่วงตรุษจีนปีหน้าความพยายามเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นหัวใจหลักงานสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทยที่ต้องทำให้สำเร็จแข่งกับเวลา ตราบใดที่ประชาชนยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น รัฐบาลเพื่อไทยก็เท่ากับล้มเหลว ไม่ฟื้นจากวิกฤติศรัทธาฉะนั้นจึงเห็นทุกองคาพยพเข้ามาประคับประคองกอบกู้รัฐบาล โดยเฉพาะ “นายใหญ่จันทร์ส่องหล้า” ทักษิณ ชินวัตร ต้องมาเหนื่อยตอนแก่ เหมือนโดดลงมาคลุกฝุ่นเล่นเองหันไปดูพาร์ตเนอร์ทีมงานในส่วนราชการ ก็ยังตั้งแง่กับรัฐบาลเพื่อไทยไม่ลดละ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย นโยบายแนวทางขัดแย้งรัฐบาล พอเข้าใจได้ที่ไหนในโลกก็เป็น แต่ภาพที่เห็นมันกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมา ไม่มีการลดราวาศอก ถึงขั้นเล่นเกมวัดใจขู่กันไปมารัฐบาลจ่อตั้ง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯและอดีตที่ปรึกษาของนายกฯ เป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ก็ยักแย่ยักยันหวาดระแวงกันอยู่ เล่นเกมจิตวิทยาสงครามประสาทกันจนเปรอะ สูญเสียเวลา ทำลายโอกาส ซ้ำเติมปัญหาเศรษกิจแต่ล่าสุด “กิตติรัตน์” หมดสิทธินั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติแล้ว ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ตีความว่าเข้าลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ธปท. สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของนายกฯเศรษฐาที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ได้รับมอบหมายให้ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการหาเสียง จึงถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอลเวง อีนุงตุงนังกัน ปัญหาใหญ่ไม่ได้แก้ เพราะมัวแต่เล่นแง่ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เหมือนคิวของ รมว.คลัง พิชัย ชุณหวชิรที่ออกมาโพล่งเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม 15% ทำเอาชาวบ้านร้านค้าแตกตื่นตกใจ ออกมารุมจวกรัฐบาล ร้อนถึง “นายกฯอิ๊งค์” ต้องออกโรงมาชี้แจงเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด รัฐบาลไม่ได้มีความคิดอะไรแบบนั้นขณะที่กลไกการเมือง แม้พรรคเพื่อไทยจะย้ายข้างมาเป็นแกนนำนั่งร้านให้ฝั่งอนุรักษ์นิยมเกาะเกี่ยวประนอมอำนาจ แต่สภาพไม่เอื้อต่อการทำงาน โดนหมั่นไส้ปัดแข้งปัดขา ไม่สะดวกสบายไหลลื่นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ด้วยกันยังตั้งป้อมต่อรอง ค้านไว้ก่อนไม่ปล่อยผ่านให้งานลื่นไหล ระวังระแวงกลัวไปหมดว่าเพื่อไทยคิดอะไร ทำอะไรสุ่มเสี่ยงหรือไม่ ในฐานะที่เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันมาก่อน หากไม่ตรวจสอบซักถาม ผ่านเป็นมติ ครม.ไปอาจตกเป็นจำเลยร่วมยิ่งนับวันยิ่งดูขัดแย้งหนัก เพื่อไทยกับภูมิใจไทย ใส่กันเต็มแรง “อีแอบ” แหม...ไอ้หล่อเร็ว เร็วไปหน่อยนะ “นายใหญ่จันทร์ส่องหล้า” เปิดฉากเล่นเองไม่เกรงใจ สะท้อนอารมณ์เก็บกด เจ็บมาเยอะจาก “ค่ายเซราะกราว”โดยเฉพาะลูกน้องเก่าระดับบิ๊กบอส “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ที่ขอวัดรอยเท้า ทาบบารมีเต็มตัวหลังคุมสวิตช์กลไก สว.ได้ ก็เล่นใหญ่ไม่เกรงใจกัน ปมแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมายประชามติ ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมปิดประตูใส่หน้าลูกเดียว แถมแว่วว่ายังเปิดเกมต่อรองหนักข้อ งอแงหนักขึ้นภูมิใจไทยกลายเป็นหอกโมกขศักดิ์ข้างแคร่ทิ่มแทงเพื่อไทย ร้ายกาจทรงพลังยิ่งกว่า “ทีมงานบ้านป่า” และกำลังขยับตีคู่ขึ้นมาชิงธงนำอนุรักษ์นิยมเลยทีเดียวเปิดศึกแลกหมัดวัดใจกับพรรคเพื่อไทยแบบไม่เกรงศักดิ์ศรี ไม่หนี ไม่ถอย ปมที่ดินเขากระโดงซัดมาก็ซัดกลับด้วย “อัลไพน์” ศึกชิงคะแนนจัดตั้ง กวาดต้อนบ้านใหญ่-ล้างอิทธิพล ในสนาม อบจ.ก็ส่อเค้าดุเดือดไม่จบบู๊กันดุ เล่นกันแรง แต่เรื่องมักจบกันไปดื้อๆ ชื่นมื่นแปลกๆบนสนามกอล์ฟ 2 ครั้งแล้วที่เหตุการณ์จบไปแบบคาใจคนดูน่าสนใจจับตาความสัมพันธ์แนวซาดิสม์ ตบจูบ จะส่งผลเสียหายต่อการบริหารประเทศหรือไม่ ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่ปัญหาการเมืองลามกระทบรุนแรงสิ่งที่เห็นคือความพยายามของ “ทักษิณ” ที่จะเข้ามาช่วยรัฐบาล ช่วยลูกสาว จัดการทุกอย่าง เหมือนเป็นคอนดักเตอร์ นั่นอาจจะมีทั้งดีและไม่ดี เป็นดาบสองคม สายล่อฟ้า ยั่วอารมณ์เดือดดาลฝ่ายตรงข้าม อำนาจเก่าในขณะที่ตัวเองก็ยังมีชนักคดีมาตรา 112 ทำอะไรได้ไม่ถนัด อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ตัวประกันสุดท้ายที่ยังถูกพันธนาการ เพื่อไทยก็ถูกจำกัดควบคุมขณะที่ภาวะผู้นำ “นายกฯอิ๊งค์” จะเฉิดฉายเมื่อไหร่ หรือต้องอยู่ใต้เงาพ่อตลอดไป ดังฉายาที่สื่อทำเนียบฯตั้งให้ล่าสุด “รัฐบาล(พ่อ)เลี้ยง” ชัดเจนตรงเผงไม่ต้องอธิบายด้วยสภาพรัฐบาลที่ถูกหน่วงรั้ง อำนาจไม่เต็มมือ เปรียบเหมือนร้านโชห่วย ใช้อำนาจได้แค่งานเบ็ดเตล็ดรูทีน “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอชี้ว่าปี 2567 คือปีโชห่วยอำนาจ.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม