สร้างความตกตะลึงอีกแล้ว จาก “พ่อทิพย์” สู่การ “สวมสิทธิคนไทย” ภัยเงียบที่น่าสะพรึงกลัวจากการทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อตำรวจนครบาลสนธิกำลังปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” เพื่อตรวจค้นจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับ “ขบวนการทุจริตออกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย” หรือ “บัตรสีชมพูหมายเลข 7” โดยปิดล้อม “แฟลตดินแดง” 7 เป้าหมายกว่า 5,700 ห้อง พบเด็กต่างด้าวอายุตั้งแต่ 5–15 ปี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกว่า 1,366 คน และ ห้องพักต้องสงสัยที่มีเด็กต่างด้าวอยู่ในทะเบียนบ้าน 16 คนขึ้นไปอีก 44 ห้อง พร้อมหมายจับ “3 เจ้าหน้าที่ กทม.” นี่คือ “การขายชาติ” อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็น ภัยต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว จากต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในไทยหลายล้านคนล่าสุด คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้มีคำสั่งให้ ผู้อำนวยการเขตดินแดง และ ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ ออกจากราชการไว้ก่อน มีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการ 3 คนด้วย และกำชับให้ ผู้อำนวยการเขต 50 เขตใน กทม. ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรให้พื้นที่รับผิดชอบอย่างเคร่งครัด“บัตรสีชมพูหมายเลข 7” คืออะไร ทำไมต่างด้าวจึงต้องการมากมาย“บัตรสีชมพูหมายเลข 7” ก็คือ “บัตรประจำตัวของบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” มีตัวเลข 13 หลักเหมือนบัตรประชาชนคนไทย แต่จะแยกกลุ่มกันที่เลขนำหน้า 13 หลัก ดังนี้ บัตรที่นำหน้าด้วย “เลข 6” ใช้กับ บุคคลต่างด้าวที่ได้รับผ่อนผันให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อย และ แรงงานต่างด้าว 3 ชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา ที่ขึ้นทะเบียนตามมติ ครม. บัตรที่นำหน้าด้วย “เลข 7” ใช้สำหรับ “บุตรของบุคคลที่มีบัตรนำหน้าด้วยเลข 6 ที่เกิดในประเทศไทย” หรือ เด็กต่างด้าวที่เกิดในไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด จึงมีการทุจริตซื้อขาย “บัตรสีชมพูหมายเลข 7” เกิดขึ้นการขาย บัตรสีชมพูหมายเลข 7 ก็เหมือนการขาย “สถานะพลเมืองไทย” ให้กับบุตรคนต่างด้าวเข้ามา “สวมสิทธิคนไทย” นั่นเองเด็กต่างด้าวที่ถือ “บัตรสีชมพูหมายเลข 7” จะมีสิทธิพิเศษ เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าถึงบริการสาธารณสุข สามารถทำงานในประเทศไทยได้สะดวกขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ มีโอกาสใช้เป็นหลักฐานหรือประวัติการพำนักเพื่อยื่นขอ “สัญชาติไทย” ได้ในอนาคต หากเข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ดังนั้น พ่อแม่ต่างด้าวจึงต้องการให้ลูกที่เกิดในไทยมีชื่อเข้าไปอยู่ใน “ทะเบียนบ้านคนไทย” เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการทำธุรกรรม หรือการขอรับสิทธิตามกฎหมายไทย แต่กรณีที่มีการจับกุมที่แฟลตดินแดงนั้น เป็นการ “สวมสิทธิคนไทย” โดยใช้ “บ้านทิพย์” เหมือนการแจ้งเกิดเท็จโดยใช้ “พ่อทิพย์” ที่เกิดขึ้นมาแล้ว โดยจ้างคนไทยที่ยากจนหรือขี้ยาที่ติดยาเสพติดไม่กี่พันบ้านให้เซ็นรับเป็นพ่อ เพื่อให้ได้สัญชาติไทย เช่นเดียวกับ “บ้านทิพย์” ที่มีชื่อเด็กต่างด้าวอายุ 5–15 ปี มีชื่ออาศัยอยู่บ้านละ 16 คนขึ้นไปเด็กต่างด้าวที่ถือ “บัตรสีชมพู” จะได้สิทธิใช้สวัสดิการจากรัฐ เช่น การรักษาพยาบาลฟรี การศึกษาฟรี เงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ เป็นต้น เป็นการเข้ามาแย่งสิทธิคนไทยโดยตรง จากเงินภาษีคนไทยที่จัดสรรให้การศึกษาและสาธารณสุขปีละกว่าล้านล้านบาทที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ขบวนการสวมสิทธิต่างชาติ จะเปิดประตูให้ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการค้ายาเสพติด ขบวนการฟอกเงิน สามารถใช้ “สัญชาติไทยที่สวมสิทธิ” ฟอกตัวหลบหนีการจับกุม ใช้เป็นเส้นทางเข้าออกประเทศไทยได้อย่างเสรี นอกจากนี้ ยังสามารถถือครองที่ดินอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึง การเปิดบริษัทประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย นี่คือการ “ขายชาติ” ที่แท้จริง ซึ่งเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ในระยะยาว เมื่อ “สถานะพลเมืองไทย” กลายเป็น “สินค้า” ที่ “ข้าราชการทุจริต” นำไปขายได้เช่นเดียวกับ “บัตรประชาชน” ถึงเวลาที่ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ รัฐมนตรีมหาดไทย ต้องสะสาง ปัญหาการทุจริตในกระทรวงมหาดไทย เสียที เพราะฉาวกันต่อเนื่องไม่รู้จบ นายกฯหนู ต้องรับผิดชอบเต็มๆ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม