ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีในทางการเมืองนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละพรรคจะต้องคิดและวางแผน หากหวังที่จะชนะเลือกตั้งได้เป็นแกนนำรัฐบาลเพื่ออำนาจ“เพื่อไทย” นั้นมีประสบการณ์ทางการเมืองมากพอสมควรเนื่องจากมีบุคลากรที่ผ่านประสบการณ์จริงมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยที่ชนะเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลอย่างยาวนานกว่าพรรคอื่นๆอีกทั้งเคยชนะเคยแพ้และถูกยึดอำนาจก็เคยมาแล้วยิ่งวันนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” เข้ามาคุมบังเหียนเองย่อมได้เปรียบกว่าพรรคอื่นๆ และคนการเมืองส่วนใหญ่ก็เคยอยู่ในสังกัดมาก่อนดังนั้น ตื้นลึกหนาบางจึงอยู่ในสายเลือดเป็นอย่างดี!แต่วันนี้รัฐบาล “เพื่อไทย” ภายใต้การนำของ “แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี แม้ยังด้อยประสบการณ์และคุ้นชินแต่ก็ยังมี “พ่อ” ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถคุมสภาพการเมืองได้ค่อนข้างดี และยิ่งกว่านั้นนักการเมืองแม้จะอยู่คนละพรรคแต่ก็ยังเกรงบารมีอยู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลนั้นถือเป็นเรื่องปกติ อยู่ที่เกิดจากประเด็นอะไรและมีผลต่อกันแค่ไหนอย่าง พ.ร.บ.ประชามติที่มีความเห็นต่างระหว่าง “เพื่อไทย” กับ “ภูมิใจไทย” โดยเฉพาะประเด็นการใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ทันใช้ในปี 2570“เพื่อไทย” ต้องการแก้ไขให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างที่ประกาศเอาไว้ จึงมีความพยายามที่จะผลักดันให้เป็นแบบชั้นเดียวเพราะไม่ต้องใช้เวลามากทำให้แก้ไขไม่ทันใช้ในปี 2570แต่ “ภูมิใจไทย” เห็นต่างยืนยันว่าต้องประชามติ 2 ชั้น โดยมี สว.เห็นสอดคล้องกันจึงถูกผูกโยงว่าไม่ต้องให้มีการแก้ไขล่าสุดที่ประชุมสภาผู้แทนฯเห็นชอบให้เป็นแบบประชามติชั้นเดียว แต่ภูมิใจไทยไม่เห็นชอบด้วย การอภิปรายโจมตีกันค่อนข้างรุนแรง“ภูมิใจไทย” ถูกกล่าวหาว่าถ่วงความเจริญระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญคือ ทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาขัดแย้งความเห็นไม่ลง รอยกันระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ “ทักษิณ” เคยระบุว่าเป็นรัฐบาลด้วยกันต้องไปในทิศทางเดียวกันแต่ปรากฏว่าเรื่องนี้เกิดความต่างกันในพรรคเพื่อไทยคือ บรรดาแกนนำพรรคไล่ตั้งแต่หัวหน้าพรรคออกมาพูดตรงกันว่าไม่มีปัญหาเป็นเพียงความเห็นต่างเท่านั้น“ทักษิณ” เองก็บอกว่าไม่มีอะไร ยังคุยกับพรรคภูมิใจไทยตามปกติสรุปก็คือไม่มีปัญหายังทำงานด้วยกันได้...แต่ที่น่าสังเกตคือ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ รวมถึงหัวหน้าพรรคไม่ได้เข้าประชุมทั้งที่เป็นร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาล ทำให้เสียงสนับสนุนขาดไป 20 กว่าเสียงเท่ากับว่าเกิดความเห็นต่างเหมือนกัน!ความจริงพรรครวมไทยสร้างชาติที่ผ่านมาก็มีความเห็นต่างกับพรรคเพื่อไทยหลายเรื่อง โดยเฉพาะการที่ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรค บอกว่าไม่เข้าเป็นคณะกรรมการร่วมเจรจาปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชาและเรื่องการไม่สามารถลดค่าไฟตามที่นายกรัฐมนตรี และ “ทักษิณ” ต้องการได้แค่ 2 เรื่องนี้คงทำให้ “ทักษิณ” และนายกรัฐมนตรีไม่ค่อยชอบใจนักเพราะเท่ากับไม่สนองความต้องการ และเป็นเรื่องสำคัญของ “เพื่อไทย” ด้วยยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดต่างๆค่อนข้างจะไปคนละทาง รวมถึงไม่ค่อยจะสนิทสนมคุ้นเคยกันเท่าใด จึงถูกมองว่าพรรคนี้คือเป้าหมายที่ “ทักษิณ” กล่าวถึงว่าเป็น “อีแอบ”สรุปก็คือ “ทักษิณ” ต้องการเขี่ยรวมไทยสร้างชาติออกไปมากกว่า “ภูมิใจไทย” ที่คุ้นเคยและพูดคุยกันได้มากกว่าอีกทั้ง “ภูมิใจไทย” มี 71 เสียง หากออกจากรัฐบาลจะเกิดปัญหาแน่ แต่รวมไทยสร้างชาติแค่ 30 กว่าเสียงไม่น่าจะมีปัญหา ว่ากันว่าหลังปีใหม่อาจจะได้เห็นปฏิบัติการคล้าย “พลังประชารัฐ”คือเขี่ยออกไปแล้วยึดคืนกระทรวงพลังงาน!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม