ครั้งหนึ่งในมหานครหนึ่ง นานมาแล้วยังมีนักปราชญ์ ผู้ได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนมากมาย จนได้รับการยกย่องเป็นศาสดา มาเนิ่นนานท่านหนึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา วัตรปฏิบัติของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ลูกศิษย์ลูกหารู้กัน ท่านเป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี ทุกการกระทำของท่าน กระทั่งเรื่องเล็กเรื่องน้อยละเอียดรอบคอบ ระมัดระวังทั้งวาจา ท่านศาสดาไม่เคยวอแวให้ใครเสียหาย อย่าว่าแต่ศิษย์เคยใกล้ตัว อย่าว่าแต่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย มดตัวเดียวท่านก็ไม่เคยฆ่า ขณะเดียวกันท่านนอบน้อมเทวดาฟ้าดิน ไม่ข้องแวะตัวแทนของเทพมากหน้าจึงไม่แปลก ไม่เพียงคนที่เป็นลูกศิษย์ท่านจะเคารพนับถือท่านสุดหัวใจ คนภายนอกก็ยังยำเกรงแล้วก็มาถึงวันนั้น...วันที่อายุท่านครบรอบแปดสิบปี ลูกศิษย์ข้างกายเริ่มเห็นว่าร่างกายชราของท่านอ่อนแอลงมาก ท่านบอกศิษย์ใกล้ ให้ไปตามลูกศิษย์ไกล เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้าแล้วเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน ท่านศาสดาร้องไห้“อาจารย์ร้องไห้ทำไม?” หลายเสียงศิษย์ที่แปลกใจรุมกันถามท่านศาสดายังร้องไห้ต่อ ขณะที่ศิษย์พากันวุ่นวาย...สงสัย บางคนคิดว่าหรือวันนี้ท่านลืมอ่านหนังสือที่เคยอ่านทุกวัน หรือท่านลืมสร้างบุญกุศล...ที่เคยบ่นๆไว้ท่านเป็นคนที่ศิษย์เชื่อว่าทั้งประเทศนี้มีคนเคารพนับถือมากที่สุด หรือใครสักคนอาจแสดงกิริยาดูแคลน จะโทษฟ้าดินก็ไม่ได้ เพราะท่านยังนอบน้อมไม่เคยขาดหรือ? เรื่องสกปรก ความสับสนวุ่นวายทางการเมือง ศิษย์ทบทวนกันแล้ว ท่านศาสดาไม่เคยยื่นมือเข้าไปใกล้เหล่าศิษย์วุ่นว้าหาสาเหตุกันไปสารพันแล้วเชื่อว่าท่านศาสดาไม่มีเหตุอันใดต้องร้องไห้เสียใจเลย“นั่นแหละๆ” ท่านศาสดาว่า “ทุกสิ่งที่พวกเจ้าพูดมานั่นแหละ! ทำให้ข้าร้องไห้”“ทุกเรื่องที่พวกเจ้าพูดๆ รำพัน ข้าก็เพิ่งถามตัวเองเหมือนกัน ข้าก็ตอบตัวเองได้ว่าไม่มี แล้วข้าก็พยายามถามตัวเองต่อว่า ข้ามีชีวิตเหมือนคนปกติเขาบ้างหรือไม่?ตลอดชีวิตแปดสิบปีของข้า...ไม่มี นี่เองคือสาเหตุที่ข้าร้องไห้”เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ 35 จากหนังสือเรื่องเล็กๆ ความหมายใหญ่ๆ (สุริยเทพ ไชยมงคล อินสไปร์พิมพ์ พ.ศ.2553) ครับ จบเรื่องแล้ว มีคำอธิบายความหมายใหญ่ๆเบคอนกล่าวว่า พระเจ้าผู้สร้างโลกนี้ก็ช่างตระหนี่นัก ท่านประทานของสิ่งหนึ่งให้แก่คนนี้แล้ว ก็ไม่ประทานแก่คนนั้นอีก ความจริงในโลกนี้ เสียงบ่นพร่ำของเศรษฐีก็ไม่ได้น้อยกว่าเสียงบ่นของคนจนๆคนส่วนใหญ่มักคิดว่าความสำเร็จ ความมั่งคั่ง นำโชคดีมาให้ แต่อาจไม่เป็นเช่นนั้นเลยก็ได้บางคนอาจนิยามความสุขไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง หรืออำนาจ แต่ความจริงคนร่ำรวยและคนมีอำนาจอาจไม่พอใจกับสิ่งที่มี เหตุผลนั้นง่ายๆ นั่นคือมีได้ก็ต้องมีเสีย ทุกคนไม่อาจได้ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ทางเลือกเท่ากับความสูญเสีย เราจำเป็นต้องเลือกอย่างเจ็บปวด ระหว่างการได้กับการสูญเสีย ในชีวิตคนการรักษาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สุดมารี กูรี นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เธอต้องชดเชยความสำเร็จด้วยการสูญเสียสามี และไขกระดูกจากการทดลองทางเคมี ร็อกกี เฟลเลอร์ เป็นเศรษฐีโลก แต่ก็ไม่ได้โชคดีในเรื่องชีวิตครอบครัวคนทั่วไปมักเฉยชากับสิ่งที่ได้แล้วมักอาลัยอาวรณ์สิ่งที่สูญเสียไป คร่ำครวญกับเงาที่คว้าไม่ได้ จนละเลยตัวตนอันสวยงามที่อยู่แค่เอื้อม เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ เราจึงไม่ควรเศร้ากับสิ่งที่ไม่ได้ แต่จงมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่อย่างน้อยวันนี้เราก็มีนายกฯเป็นผู้นำแก้ปัญหาให้บ้านเมืองแล้ว สาวไปหน่อย ประสบการณ์น้อยไปนิด ก็ยังดีกว่าได้เฒ่าเจ้าเล่ห์ ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการฉ้อโกงชาวบ้าน?กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม