นับเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่อีกคนที่ยืนอยู่แถวหน้าด้านสิทธิมนุษยชน โลดแล่น อยู่บนถนนสายว่าความคดี 112 ขยับขึ้นตัวหลักของพรรคค่ายสีส้ม ขับเคลื่อนนิรโทษกรรมคดีอ่อนไหวให้บรรลุผลในสมรภูมิคดีการเมืองรู้จักเธอดีในนาม “ทนายแจม” น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม (กมธ.) ได้แย้มประตูให้เห็นทางออกนิรโทษกรรมคดีอ่อนไหวทางการเมืองระหว่างที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณารับรองรายงานของ กมธ.อย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม ประเด็นหลักการ “นิรโทษกรรม” ไม่ใช่ยกเลิกความผิด การกระทำนั้นยังเป็นความผิดตามกฎหมายอยู่ เพียงเห็นสมควรยกเว้นความผิดเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือนำพาประเทศให้เดินหน้าต่อ ไม่ให้จมปลักอยู่กับความขัดแย้งจนหยุดอยู่กับที่หรือถอยหลัง ในอดีตมีกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้ว 23 ฉบับ ซึ่งเป็นพ.ร.บ. 19 ฉบับ พระราชกำหนด 4 ฉบับรายงานฉบับนี้ไม่ใช่การยกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นแค่แนวทางตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่า ควรรวมหรือไม่รวมการกระทำใดบ้าง มีแนวทางอย่างไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และหากเป็นความเห็นที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ อาจบานปลายสู่ความขัดแย้งในอนาคตกมธ.ยังได้ศึกษาแนะแนวทางอื่น หาทางออกจากเขาวงกตแห่งความขัดแย้ง และสร้างความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้นในสังคม อาทิ ออก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ขอพระราชทานอภัยโทษคดีที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ที่เป็นคดีหลัก คดีรอง และคดีอ่อนไหว ซึ่งคดีอ่อนไหวทางการเมืองยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมหรือไม่ กับผู้กระทำผิดคดีอาญา 110 และคดีอาญา 112 ไม่ได้ลงมติว่า กมธ.เสียงส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไรเพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ยังต้องแสวงหาฉันทามติทางสังคมในประเด็นนี้ว่าควรนิรโทษกรรมหรือไม่ โดยแนวทางที่เสนอมา กลุ่ม 1 นิรโทษกรรมไม่รวมคดี 112-กลุ่ม 2 นิรโทษกรรมรวมคดี 112 แบบมีเงื่อนไข-กลุ่ม 3 นิรโทษกรรมรวมคดี 112หัวใจนิรโทษกรรมไม่นำมาซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่ ต้องสร้างความปรองดองในชาติ นำไปสู่ความเป็นเอกภาพทางการเมือง ความมั่นคงทางการเมืองรายงานฉบับนี้ไม่มีผลให้นิรโทษกรรมน.ส.ศศินันท์ บอกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่รัฐบาลนำผลศึกษาของ กมธ.ไปใช้แค่ไหน และอยากให้เวทีสภาเป็นพื้นที่ถกเถียงเรื่องละเอียดอ่อนได้ หลายองค์กรจากต่างประเทศมีความกังวล ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดูแย่ไปกว่าเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โหวตไทยให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) เป็นโอกาสที่ดีทำให้ต่างประเทศเห็นว่าในสภาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย พูดคุยเรื่องละเอียดอ่อนมากที่สุดได้หากถูกเซ็นเซอร์ทุกครั้ง แม้กระทั่งรายงานของ กมธ. นอกสภายิ่งทำอะไรไม่ได้ พื้นที่ในสภา สส.ควรทำหน้าที่เข้มแข็ง ตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวไปทุกอย่าง อยากให้ยืนในหลักการสมกับที่ได้รับเลือกจากประชาชนโดยทำให้เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน สภาให้ความสำคัญไม่หยิ่งหย่อนไปกว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เสนอโดยนักการเมืองเพราะในที่ประชุมสภากำลังพิจารณาประเด็นสำคัญที่สุดในคดีอ่อนไหว มาตรา 110, 112 ควรนิรโทษกรรมหรือไม่ กมธ.ไม่ได้โหวต แต่เปิดฟลอร์ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นเต็มที่ พร้อมมีแนวทาง 3 กลุ่มตามข้างต้น ส่วนใหญ่ใน กมธ.อยู่ตรงกลาง “นิรโทษกรรมรวมคดี 112 แบบมีเงื่อนไข” เช่น ถ้าได้รับนิรโทษกรรมแล้ว ต้องไม่ทำผิดซ้ำภายในกี่ปีๆในฐานะเป็นหัวหน้ากลุ่ม 3 นิรโทษกรรมรวมคดี 112 เป้าชัดเจนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อลดความขัดแย้ง จุดยืนยุคพรรคก้าวไกลจนถึงพรรคประชาชน คือนิรโทษกรรม 112 เต็มที่ หลังผลการศึกษาของ กมธ.จบ จุดยืนของพรรคประชาชนเป็นอย่างไร น.ส.ศศินันท์ บอกว่า ใน กมธ.มีคนของพรรคประชาชน มีทั้งอยู่ในกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3ควรนิรโทษกรรมรวมคดีอาญา 112“เหตุผลฝั่งที่ไม่เห็นด้วยในเวทีสภา หากประธานไม่ปิดประชุมก่อน คิวถัดไปเป็นแจม สามารถชี้แจงได้ทุกข้อ ใน กมธ.มีฉากทัศน์อะไรที่พูดคุยกันเหตุผลที่นิรโทษกรรมรวมคดี 112 แบบมีเงื่อนไข เพราะเป็นคดีการเมือง เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับคดีแพ่ง คดีอาญาแม้มี สส.บางคนมองว่าเป็นคดีอาญาทั่วไป ความจริงคดีการเมืองส่วนใหญ่เป็นคดีอาญา จึงขอให้ สส.อ่านรายงานกมธ.ฉบับเต็มเมื่อได้เห็นบริบทการเมืองในแต่ละช่วงของความขัดแย้ง รับรองทิ้ง 112 คดีการเมืองไม่ได้ มันเป็นแรงจูงใจในช่วงบริบทนั้นจริงๆ”ส่วนตัวบทกฎหมาย ในฐานะเป็นทนายทำคดี 112 มาเกือบตลอด คดีแรก อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็เอาข้อเท็จจริงในคดี พฤติการณ์ในคดีไปเล่าให้ กมธ.ฟังตลอดผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112 มีพฤติการณ์มันไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่หลายคนคิด รวมถึงคดี 110 พฤติการณ์จริงๆ ไม่ได้มีเจตนาประทุษร้าย ฉะนั้นคดีไหนเป็นคดีการเมือง ขอให้ดูตัวพฤติการณ์เป็นสิ่งสำคัญท่าทีพรรคประชาชนชัดเจนนิรโทษกรรมรวม 112 หรือนิรโทษกรรมทั้งหมด น.ส.ศศินันท์ บอกว่า ใน กมธ.นิรโทษกรรม 112 แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาชน แต่มีตัวแทนหลายพรรคการเมืองเห็นด้วย เพราะเป็นข้อเสนอแบบกลางๆแต่ยังมีคดี 112 ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวชหลายคนในช่วงปี 57-58 ถูกตั้งข้อหาหลังการรัฐประหาร อาจตกหล่น ควรนำเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยแพทย์จิตเวชชี้ว่าเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยทางจิต คิดว่าตัวเองเป็นเจ้า เป็นเทพเจ้า เวลาสู้คดีค่อนข้างรันทด มองด้วยสายตารู้ทันทีว่าไม่ปกติ กลับต้องมาสู้คดีที่มีโทษค่อนข้างสูง คนเหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้มีแนวทางการเมืองด้วย“บรรยากาศการเมืองตอนนี้เหมาะที่สุดกับการนิรโทษกรรม หลังเกิดปรากฏการณ์พรรคคนละขั้ว คนละโลกขัดแย้งมา 20 ปี จับมือ กอดคอเป็นรัฐบาลนักการเมืองจับมือกันได้ แต่ทำไมปฏิเสธนิรโทษกรรมให้ประชาชนกลับมามีชีวิตปกติ ปล่อยให้เขาต้องติดคุก โดนคดีจากนักการเมืองที่สร้างปัญหาทำไมนักการเมืองถึงตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่ปรองดองเฉพาะนักการเมืองอย่างเดียว ทำไมไม่ให้อภัย ประชาชนจะได้ปรองดองกันบ้างฉะนั้นไม่เห็นความเป็นไป ไม่ได้ข้อไหนที่นิรโทษกรรมให้ประชาชนในทุกคดีไม่ได้ โดยเฉพาะขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 3-4 ฉบับ จ่อเข้าสภาอยู่หนึ่งในนั้นเป็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน เนื้อหาก้าวหน้ากว่ารายงานของ กมธ.หลายเท่า เชื่อว่าเข้าสู่สภาในสมัยประชุมหน้าแน่นอน”พรรคเพื่อไทยไม่กล้าพูดเต็มปากอยากให้นิรโทษกรรมคดี 112 อยากให้พรรคประชาชนนำทัพ พรรคเพื่อไทยตามหลัง น.ส.ศศินันท์บอกว่า เป็นไปได้พรรคเพื่อไทยอาจขยาดคำว่า “นิรโทษกรรม” ในช่วงการเมืองยุคหนึ่ง เหมือนนิรโทษกรรมเป็นเผือกร้อน แบบนั้นมันสุดซอย แต่เราเน้นนิรโทษกรรมประชาชนเป็นหลักแต่บรรยากาศในที่ประชุมสภาพิจารณารายงานของ กมธ.พรรคร่วมรัฐบาลเหมือนมีรอยร้าวในประเด็นนี้ น.ส.ศศินันท์ บอกว่าใช่พอเข้าใจถึงความกังวลของพรรคร่วมรัฐบาล เชื่อมากๆว่าทุกพรรคกำลังกังวลมากเกินไปในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเหมือน “ผีในธี่หยด”ขอย้ำอีกรอบเป็นแค่รายงานของ กมธ. ไม่ได้เป็นการแก้ไขมาตรา 112 แค่เสนอแนวทาง แค่ขั้นต้นนิรโทษกรรมไม่ได้เป็นหัวเชื้อแห่งความขัดแย้งเป็นหัวเชื้อแห่งความสมานฉันท์.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม