เหตุการณ์ อุทกภัย ดินโคลนถล่ม รอบนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากภาวะโลกร้อนจนเป็นโลกเดือด ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเรือนกระจกหรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากเกินขีดจำกัด ไม่ว่าจะเกิดจากการเผาป่า รวมไปถึงการตัดไม้ทำลายป่า การเกิดขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก การใช้ยานพาหนะที่มีจำนวนมากขึ้น เฉพาะรถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกในปี 2566 มากกว่า 2.7 ล้านคัน รวมแล้วประเทศไทยมีคนใช้รถยนต์อยู่ไม่ต่ำกว่า 42 ล้านคัน ไม่รวมรถจักรยานยนต์ ใน กทม.ที่มีรถติดมากที่สุด มีคนใช้รถอยู่ประมาณ 11 ล้านคันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฤดูเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน ปรากฏการณ์ เอลนีโญ และลานีญา ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากขึ้น กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยตรง และมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ดินโคลนถล่ม แผ่นดินยุบตัว ในแต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาล จากข้อมูลของ TDRI อุทกภัยใหญ่ในปี 2554 ทำให้เศรษฐกิจเสียหายถึง 1.1 ล้านล้านบาทงบประมาณแต่ละปี มีการนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม ประมาณ 1 แสนล้านบาท ในปีนี้งบประมาณถูกนำไปใช้ในโครงการกักเก็บน้ำจำนวนกว่า 1.9 หมื่นโครงการ วงเงินกว่า 1.19 แสนล้าน ภายใต้การดำเนินงาน 9 กระทรวง 30 หน่วยงาน ปี 2568 เตรียมจัดสรรงบประมาณเพิ่มเป็น 1.31 แสนล้าน ในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบนอกจากนี้ยังมีแผนในระยะยาว 3 ปี 2568-2570 วงเงิน 5.48 แสนล้าน ยังมีงบกลาง งบฉุกเฉินที่นำไปใช้อีกจำนวน ไม่น้อยในวงเงิน 1 แสนล้าน นอกจากเงินที่นำไปเยียวยาช่วยเหลือ ผลกระทบจากภัยแล้งน้ำท่วมปีละประมาณ 4-5 หมื่นล้าน ยังต้องนำไปซ่อมแซมถนน สาธารณูปโภคอื่นๆ รวมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากอุทกภัยไปแล้ว น่าจะใช้งบประมาณอีกไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นล้าน (อาจกระทบกับโครงการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง)นักวิชาการหลายคนมีมุมมองตรงกัน เป็นห่วงในอนาคตทั้งนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะต้องใช้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้าน การนำมากระตุ้นเศรษฐกิจจากอุทกภัยอีกนับแสนล้าน จะทำให้เกิดปัญหาการเงินการคลังของประเทศ โดยเฉพาะการกู้เงินมาใช้จ่ายภาครัฐ แทนที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศปัจจุบันหนี้สาธารณะภาครัฐอยู่ที่ร้อยละ 64 ของจีดีพี มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 ของจีดีพี (มีบางประเทศหนี้สาธารณะสูงถึง 100-200% ของจีดีพี) ซึ่งต้องมาดูที่ไปที่มาของหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงแค่ไหนจากการขาดดุลงบประมาณที่ไม่ปกติ เช่นในกรณีการเกิดโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอีกบานตะไทห่วงว่าหนี้ท่วมหัวจะเอาตัวไม่รอด.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม