“สิงหาคม” คงเป็นเดือนที่จะทำให้การเมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเหมือนมีการล็อกเอาไว้ก็ว่าได้ เอาเป็นว่าเป็นเรื่องบังเอิญน่าจะดีกว่าเริ่มจาก 22 ส.ค.67 “ทักษิณ ชินวัตร” จะได้รับ “ใบบริสุทธิ์” พ้นโทษเป็นอิสระอย่างเต็มตัว สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามใจชอบเว้นแต่เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี ลงสมัครเลือกตั้งไม่ได้ นอกนั้นได้หมดก็เลือกเอาตามใจชอบแต่ดูแล้วใครต่อใครต่างร้องหาว่าเป็นผู้มีความสามารถมีประสบการณ์ก็เลยเสนอตำแหน่งต่างๆให้ยังไงก็ดูให้ดีเดี๋ยวจะมีปัญหาตามมาได้เพราะจะไปโทษใครไม่ได้“ทักษิณ” บอกว่าตั้งแต่ ส.ค.เป็นต้นไป รัฐบาลจะมีความชัดเจนในเรื่องงานที่ทำมา พูดง่ายๆก็คือผลงานจะปรากฏให้เห็นนั่นแหละก็ดูกันต่อไปแล้วกัน จะเป็นไปอย่างที่คุยไว้หรือไม่?7 ส.ค.67 ศาลรัฐธรรมนูญนัดหมายวินิจฉัยคดี “ยุบพรรค” ก้าวไกล หลังจากเปิดโอกาสให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาส่งพยานแก้ต่างเรียบร้อยไปแล้วเว้นแต่ไม่มีการไต่สวนพยานใหม่เท่านั้นที่สุดก็นัดฟังคำวินิจฉัย โดยชี้ว่าได้พยานหลักฐานเพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องมีอะไรเพิ่มเติมเพราะได้ให้โอกาสผู้ถูกร้องเต็มที่แล้วว่าไปแล้วการพิจารณาคดีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดกว้างให้ผู้ถูกร้องได้แสดงพยานหลักฐานและเวลามากพอสมควรนั่นคงเป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องการให้สังคมได้เห็นว่าการดำเนินการต่างๆโปร่งใสและตรวจสอบได้ไม่ได้มัดมือชกแต่อย่างใดเพราะเรื่อง “ยุบพรรค” นั้นเป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญต่อกระบวนการประชาธิปไตยจึงต้องรอบคอบและมีเหตุผลชัดเจนเป็นอันว่า 7 ส.ค.67 ก็จะได้รู้กันแหละว่า “ก้าวไกล” มีชะตากรรมอย่างไรซึ่งมีอยู่ 2 ทางเลือกคือ1.ถูกยุบพรรค2.รอดพ้นจากการยุบพรรค ซึ่งหากผลออกมาอย่างนี้ก็ถือว่าที่ถูกร้องว่าล้มล้างการปกครองก็ตกไป เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ตกไปสามารถโลดแล่นทางการเมืองได้ต่อไปแต่กรณีที่ถูกยุบพรรคนั่นแหละคือปัญหาใหญ่เพราะจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่ให้ลูกพรรคมีสังกัด มิฉะนั้นต้องพ้นจากสมาชิกภาพภายในเวลากำหนดที่เป็นประเด็นก็คือจะไปอยู่พรรคใหม่กันกี่คนถ้าไปหมดทุกคนก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่พอมองเห็นอนาคตอย่างที่พูดกันว่า “ตายสิบเกิดแสน”แต่ถ้าไปน้อย แต่เป็น “งูเห่า” ไปสังกัดพรรคอื่นมาก เพราะไม่มั่นใจว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป “อุดมการณ์” กินได้หรือไม่พรรคการเมืองอื่นๆ ก็เตรียมเพิ่มสมาชิกก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะเลือกทางเดินที่ห้ามกันไม่ได้อีกส่วนหนึ่งที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคนั้นแน่นอนว่าจะต้องถูกเว้นวรรคการเมือง จะกี่ปีก็อยู่ที่ศาลจะพิจารณา แต่ที่ผ่านมา 10 ปีเป็นอย่างน้อยแต่ละคนกำลังฟิตและมีอนาคตก็ต้องไปพักอยู่วงนอกไปก่อน!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม