คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. สรุปผลการเลือก สว.รอบที่สอง ระดับจังหวัด ออกมาแล้ว ปรากฏว่ามีผู้เข้ารอบจำนวน 3,080 คน จากระดับอำเภอ 23,645 คน และจะไปเลือกรอบสุดท้ายระดับประเทศในวันที่ 26 มิ.ย. ให้เหลือ 200 คนจาก 20 กลุ่มอาชีพ ที่ผ่านมา การเลือก สว. มีทั้งเลือกกันเอง เลือกไขว้กลุ่มและการจับสลากในกรณีที่มีคะแนนเท่ากัน มีจุดอ่อนจากการเลือกตั้ง สว. ครั้งนี้จนนับไม่ถ้วนอดีต กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้สมัคร สว.ที่ไม่ผ่านรอบที่สอง ออกมาระบุจุดอ่อนของระบบการเลือก สว.ครั้งนี้ 10 ข้อด้วยกัน อาทิ การแบ่งกลุ่มอาชีพไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วนของประชากร การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครมีความหละหลวม การเลือก 3 ระดับมีความเหลื่อมล้ำจากจำนวนผู้สมัคร การแนะนำตัวในกลุ่มผู้สมัครทำให้มีข้อจำกัดในการที่จะนำมาพิจารณาคุณสมบัติ การลงคะแนนในรอบไขว้ ทำให้มีคะแนนใกล้เคียงกัน และทำให้ต้องมีการจับสลาก การตรวจสอบในการลงคะแนนทำได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่จะประสบความสำเร็จในการผ่านขั้นตอนการเป็น สว. อยู่ที่การวางแผนตั้งแต่กลุ่มอาชีพ การเลือกระดับอำเภอ การสร้าง Voters สร้างเครือข่าย การลงทุน และถ้าเป็นภาพรวมแล้วระบบการเลือกตั้งถึงจะไม่ดี แต่ผลของการเลือกตั้งทำให้สัดส่วนภาคประชาชนกับนักการเมืองบ้านใหญ่ใกล้เคียงกัน ดีกว่า สว.ที่มาจากการแต่งตั้งแน่นอน (ประชด)ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็น สว.ในรอบสุดท้าย ตามกติกาที่เขียนไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศ ที่ประชาชนลงประชามติยอมรับ ก็ต้องยอมรับผลของกติกาด้วย นั่นหมายความว่าจะได้ สว.แบบไหน ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย (อันนี้ก็ประชด)สรุปว่า เราจะได้ สว.มาสามประเภท คือ สว.ที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ มาจากกระบวนการสร้างเครือข่าย และมาจากการจับสลาก ผู้สมัครที่ทำงานให้กับเครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่รู้จักกันในเครือข่ายอยู่แล้วและคนในเครือข่ายที่มาลงสมัครก็มีเป้าหมายอยู่แล้วว่าเครือข่ายนั้น จะเลือกใครเข่้าไปเป็น สว. ผู้สมัครที่เป็นเครือข่ายจากพรรคการเมือง ก็มีการสร้างเครือข่ายกันมาตั้งแต่ระดับอำเภอ มีเป้าหมายว่าจะเลือกใครเป็น สว.เช่นเดียวกัน และผู้สมัครที่ไม่มีเครือข่ายหรือการสร้าง Voters รองรับ อาศัยเป็นคนมีชื่อเสียง และมีความสามารถในการจับสลากทุกรอบ เป็น สว.ที่มากับดวงจริงๆ ดังนั้น ผู้สมัคร สว. จึงมีอยู่สองประเภท คือ ตั้งใจที่จะเข้่ามาเป็นตัวจริง และเข้ามาเป็น Votersจะเรียกว่าเป็นการฮั้วหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าเป็นการจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องเรียกว่าฮั้วร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ต้องไปโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ฮั้วกันทั้งนั้น เพราะในเมื่อตัว บทกฎหมายชี้ช่องเอาไว้แบบนี้ และอย่างที่เกริ่นเอาไว้ ระบบการเลือกตั้ง สว.แบบนี้จะเรียกว่า เป็น สว.ที่มาจากตัวแทนประชาชน คงพูดไม่เต็มปาก เพราะชาวบ้านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครสมัครบ้าง จะเป็นภาคการเมือง หรือภาคประชาชนก็อาศัยจุดอ่อนของกฎหมายฮั้ว เท่าเทียมกันแต่จะเอาเรื่องเอาราวกันจริงๆ ก็ต้องไปโทษคนเขียนรัฐธรรมนูญ นายแน่มาก (ปล.ไม่เกี่ยวกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเลือก สว. ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่)หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม