ถ้ามีคำถามว่ามีประเทศใด ในโลกประชาธิปไตย ที่ห้ามแตะต้องกฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่อง คำตอบน่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ที่รัฐธรรมนูญห้ามรัฐสภาตรากฎหมาย อันเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการพูด เสรีภาพหนังสือพิมพ์และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เป็นต้น เพราะขัดหลักการปกครองประชาธิปไตยส่วนประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายใดๆห้ามไว้เป็นการจำเพาะเจาะจง แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลายเป็นกฎหมายต้องห้ามไม่ให้แก้ไข จนกลายเป็นห้ามวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเกรงว่าอาจถูกกล่าวหารุนแรง เช่นการเสนอ แก้ไข ม.112 อาจเป็นความผิดร้ายแรงถึงกับยุบพรรคเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เปิดอภิปรายนอกสภา โดยไม่มีการลงมติเกี่ยวกับคดีที่ กกต.ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคก้าวไกลฐานกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใน 9 ประเด็นสำคัญเช่นประกาศว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยกระบวนการยื่นคำร้องของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องรับทราบโต้แย้ง หรือแสดงหลักฐานพยานของตน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ไม่ผูกพันกับคดีใหม่ การกระทำที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่ล้มล้างการปกครองฯข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่ง ของคำชี้แจงของนายพิธา และเมื่อติดตามดูต่อไป พบว่ามีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ คือ ฉบับ 2540, 2550 และ 2560 ที่มีบทบัญญัติเรื่องใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสามฉบับให้ผู้รู้เห็นการกระทำร้องศาลรัฐธรรมนูญให้สั่งเลิกการกระทำรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 นอกจากจะห้ามล้มล้างการปกครองแล้วยังขยายความด้วยว่า “หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง” ที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ แสดงว่าการล้มล้างการปกครองฯหมายถึงการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร ที่รัฐธรรมนูญขยายความให้ชัดเจนหรือไม่ยิ่งกว่านั้น รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ยังบัญญัติตรงกันว่า “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองได้” แต่บทบัญญัติให้ศาลสั่งยุบพรรคไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ทราบว่าจะตีความว่าอย่างไร แปลว่าไม่มีเรื่องยุบพรรคใน ม.49 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือไม่.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม