อุบัติเหตุไฟไหม้ใหญ่ “โกดังเก็บกากสารเคมีใน จ.พระนครศรีอยุธยา และโกดังหนองพะวา จ.ระยอง” เป็นชนวนส่องสว่างให้สังคมเห็นปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ถูกซุกไว้ใต้พรมจากการปล่อยปละละเลยให้โรงงานเก็บสารเคมีอันตรายก่อมลพิษสิ่งแวดล้อมชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อขุดคุ้ยก็พบความเชื่อมโยงกับโรงงาน ต.กลางดง จ.นครราชสีมา และ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ที่กำลังส่งผลกระทบให้ชาวบ้านนำไปสู่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แจ้งความเอาผิดจับกุม “กรรมการ บ.วินโพรเสส จำกัด” เจ้าของโกดังหนองพะวาขณะไปโรงงานเอกอุทัย สาขาศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ในวันที่ 28 พ.ค.2567 แล้วนำหมายศาลเข้าตรวจค้น “โรงงานวินโพรเสสฯ” ก็พบแฟ้มเอกสารบางส่วนเกี่ยวข้องกับการรับของเสียมาจาก บ.เอกอุทัย จำกัด เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างไรนั้น เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวในเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกทั้งในกรณีปัญหาเฉพาะหน้าที่ปะทุขึ้น และทางออกเชิงระบบในระยะยาว ว่าความจริงแล้ว บ.วินโพรเสสฯ และ บ.เอกอุทัยฯ “มีคณะบริหารกลุ่มเดียวกัน” ทำให้มีการผ่อนถ่ายโยกย้ายกากของเสียต่อกันมาตลอด ตามข้อมูลตั้งแต่ปี 2554-2563 รวม 42 ล้าน กก. หรือ 14,240 รายการมาจาก 324 โรงงาน แยกเป็น 209 โรงงาน ส่งให้โรงงานวินโพรเสสฯ สาขาโขดหิน จ.ระยอง 12,975 รายการ 28 ล้าน กก.ส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากอุตสาหกรรมใน จ.ระยอง 100 โรงงาน แยกเป็นนอกนิคมอุตสาหกรรม 42 โรงงาน และในนิคมอุตสาหกรรม 58 โรงงาน ซึ่งมีระบบอนุมัติต่างกันนับแต่ปี 2560 การเคลื่อนย้ายกากของเสียนอกนิคมฯ จะเป็นอำนาจ สนง.อุตสาหกรรมจังหวัด “พิจารณาอนุมัติ” หากเป็นโรงงานในนิคมฯ จะอยู่ภายใต้การดูแล กรอ.มีข้อสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2554-2566 “อธิบดี กรอ.ถูกเปลี่ยนมาสิบคน” แม้แต่ ผอ.สนง.อุตสาหกรรมจังหวัดก็เปลี่ยนหลายคนเช่นกัน โดยเฉพาะ ผอ.สำนักกองบริการจัดการกากฯ เป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิด นอกจากนี้กากที่เหลือยังถูกส่งไป “โรงงานเอกอุทัย สาขากลางดง จ.นครราชสีมา 254 รายการ 3.1 ล้าน กก.” อันมาจากโรงงาน 52 แห่ง เช่น โรงงานใน จ.ระยอง 11 แห่ง สมุทรปราการ และนครราชสีมา 7 แห่งอีกทั้งยังถูกส่งไปโรงงานสาขาอุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา 1,011 รายงาน 11 ล้าน กก. จากโรงงาน 83 แห่ง เช่น ใน จ.ระยอง 25 แห่ง จ.ชลบุรี 14 แห่ง จ.สมุทรปราการ และ จ.สมุทรสงคราม 7 แห่ง ดังนั้น หากดูรายละเอียดเหล่านี้สามารถบ่งชี้ “เส้นทางการเคลื่อนย้ายกากของเสียได้ชัดเจน” ที่เชื่อว่าน่าจะเอาผิดบุคคลใดได้บ้างด้วยซ้ำ“ถ้าดูระบบกำกับดูแลการขนย้ายตาม พ.ร.บ.โรงงานฯ และ พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ จากแหล่งกำเนิดถึงปลายทาง เพื่ออนุมัตินำไปบำบัด และกำจัดตามกฎหมาย ด้วยการนำกากของเสียไปโรงงานวินโพรเสสฯ สาขาโขดหิน แต่ด้วยไม่มีโกดังก็เลยถูกส่งไปเก็บไว้ในโกดังหนองพะวาที่เป็นโรงงานไม่มีใบอนุญาตถูกต้องแทน” เพ็ญโฉม ว่าหากดูตามหลักกฎหมายถือว่า “ทำความผิดเต็มๆ” แต่ทำไมสามารถดำเนินกิจการมาได้เป็นสิบปี แล้วหลัง “ท่านจุลพงษ์ ทวีศรี เป็นอธิบดี กรอ.” ก็เจอปัญหาระบบอนุมัติ และการขาดความรับผิดของบริษัทเอกชน ทำให้มีการปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจัดการสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2566ด้วยการยึดหลักว่า “ผู้เป็นเจ้าของกากต้องรับผิดชอบจนกว่าจะถูกกำจัดให้ปลอดภัย” อย่างกรณี 324 โรงงานส่งกากให้ บ.วินโพรเสสฯก็ต้องมาร่วมรับผิดชอบจากความเสียหายในพื้นที่หนองพะวาด้วย สิ่งนี้เป็นประเด็นสำคัญภายใต้ระบบที่ยังคงมีความบกพร่องของความไม่โปร่งใสส่งผลให้ปัญหาลักลอบหมักหมมลุกลามรุนแรงทว่าหากย้อนดู “มลพิษในหนองพะวา และพื้นที่อื่นๆ” ค่อนข้างได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว และความไม่สุจริตภายใต้กลไกการบริหารจัดการ และการดำเนินนโยบาย เพราะด้วยไม่บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย “เสื่อมศรัทธา” ก่อนออกมาต่อต้านคัดค้านกันมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะเสียงคัดค้าน “การตั้งโรงงานอุตสาหกรรม” เช่นกรณีหนองพะวานั้นชาวบ้านในพื้นที่มีการออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่ต้องการโรงงานมาตั้งแต่เริ่มต้น” แต่ว่าเสียงในเวทีรับฟังความเห็นกลับไม่ถูกนำไปใช้พิจารณาประกอบให้รอบคอบก่อนออกใบอนุญาตในปี 2560แม้แต่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว “กฎหมาย” กลับไม่ถูกนำมาบังคับใช้คุ้มครองช่วยเหลือประชาชนได้รับความเดือดร้อนแล้ว ในส่วน “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง” ก็ไม่มีความสามารถในการกำกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะยังขาดความรู้ ประสบการณ์ เครื่องมืออยู่มากมาย สิ่งสำคัญลือกันว่า “ตกอยู่ใต้อิทธิพล หรือเป็นผู้มีอิทธิพล” ในการชักนำให้โรงงานกำจัดกากเคมีเข้ามาในพื้นที่เอง ทำให้หลายอย่างไม่อาจพูดออกมาได้ แล้วส่วน “อุตสาหกรรมจังหวัด” ก็มีส่วนสำคัญในการกำกับดูแลกากอันตราย แต่ในหลายจังหวัดขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญ และแถมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบางอย่างอีกด้วยกระทั่งเกิดปัญหา “ความโปร่งใส” อันมีผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาเยอะมากเช่นเดียวกับ “กรอ.”จากกรณีปัญหาโรงงานรับกำจัดกากใน จ.ราชบุรี สะท้อนให้เห็นว่ายังขาดความเชี่ยวชาญ ความรู้ และงบประมาณในการกำจัดฟื้นฟูการปนเปื้อน ทำให้มีคำถามเรื่องความโปร่งใส และผลประโยชน์เกิดขึ้นมากมายขณะที่ “หน่วยงานสิ่งแวดล้อม” แม้มีหน้าที่ในการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมก็ไม่มีอำนาจ แล้วช่วง 5 ปีมานี้มีการทำงานเชิงรุกมากขึ้น “กลับไม่มีความเป็นอิสระ” แถมขาดความกล้าหาญในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยถัดมาคือ “หน่วยงานสาธารณสุข” ตามประสบการณ์ในหลายพื้นที่พบว่า “ขาดการทำงานเชิงรุก” ทั้งยังขาดความพร้อมในการติดตามให้การรักษาผลกระทบทางสุขภาพในพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษรุนแรงหนำซ้ำ “กระบวนการยุติธรรม” ค่อนข้างเป็นอุปสรรคสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับ “ผู้กระทำความผิดในด้านสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะตำรวจท้องที่ไม่ดำเนินการ หรือทำงานล่าช้า และหลายคดีมักเงียบหายไป กลายเป็นภาระใหญ่ของผู้เสียหาย “ประชาชน” ต้องการพึ่งพาแต่ยังพึ่งไม่ได้จริงจนทำให้ไม่มีทางออกอยู่ทุกวันนี้ในส่วน “อัยการก็ใช้เวลาทำคดีนาน” จึงควรทำงานเชิงรุก หรือปฏิรูประบบการทำงาน “ศาล” ด้วยมลพิษมักมีมิติที่ซับซ้อน พิสูจน์ยาก ในบางกรณีมีผลพิสูจน์ชัดเจน “ข้อมูลก็ยังไม่เพียงพอ” แถมมีมุมต้องพิจารณาบรรยากาศการลงทุน และการรับไหวการชดใช้ค่าเสียหายของผู้ก่อมลพิษ การดำเนินนโยบายของรัฐกับความเสียหายจริงแล้ว “ประเทศไทย” มีคณะกรรมการว่าด้วยการประสานงานเพื่อบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2550 อันตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้ก่อมลพิษไม่เกรงกลัวกฎหมาย และหาช่องทางเล็ดรอดจากการกระทำผิดได้ง่ายๆ ทำให้การดำเนินการทางกฎหมาย หรือผู้ก่อมีหน้าที่เข้ามาเยียวยากลับไม่เห็นกระบวนการนี้ในประเทศไทยเพราะ “รัฐบาล” ยังให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของประชาชนน้อยสุดท้ายฝากไว้ว่า “สังคมไทย” ต้องช่วยกันผลักดันกลไก ร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือกฎหมาย PRTR เพราะเชื่อว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะช่วยให้หน่วยงานรัฐ และโรงงานต่างๆ เปิดเผยข้อมูลการเก็บของเสีย การปล่อยมลพิษ หรือการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมเป็นอย่างไรสิ่งนี้จะเป็นกลไกตรวจสอบให้ “การทุจริตทำได้ยาก” ปัญหามลพิษก็จะน้อยลง แล้วในอนาคต “ประเทศไทยจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่” เหมือนดังประเทศพัฒนาก็มีกลไกการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้แทบทั้งสิ้นนี่คือต้นเหตุ “ก่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม” จากมลพิษอุตสาหกรรมส่งผลกระทบรุนแรงแล้วอย่างน้อย 6 พื้นที่ที่ล้วนมีพื้นฐานจาก “การทุจริตคอร์รัปชัน” อันเป็นตัวบ่อนทำลายกัดเซาะสังคม ดังนั้น ถ้าทุกคนช่วยกันทำให้สังคมไทยมีความโปร่งใส ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม