ครบวาระโบกมือลา “สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษ 250 คน” ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 (รธน.) บทเฉพาะกาลกำหนดวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ทำให้เริ่มเปิดรับสมัครเลือก สว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนด้วยวิธีการคัดเลือกกันเองจากผู้มีความรู้ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน 20 สาขาอาชีพนับว่าเป็นวิธี “การเลือก สว.อันมีกติกาเกิดขึ้นใหม่หลายประการ” ทำให้หลายฝ่ายกังวลต่อความไม่ชอบธรรม ดังนั้นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจึงจัดราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ “เลือก สว.กติกาใหม่ ใครได้ใครเสีย?” ในการนี้ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่าตามไทม์ไลน์ สว.ชุดเก่าหมดวาระวันที่ 10 พ.ค.67 ก็เปิดรับสมัคร สว.ใหม่วันที่ 13 พ.ค. กำหนดการรับสมัครเข้าสู่การคัดเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิ.ย.ระดับจังหวัด 16 มิ.ย. ระดับประเทศ 26 มิ.ย. คัดเลือกโหวต 6 ครั้งในกลุ่ม 20 อาชีพ แต่ระหว่างนี้ “สว.ชุดเก่า” ยังทำหน้าที่ไปจนกว่า สว.ชุดใหม่จะเข้ามาแทน แต่ปัญหาว่าในวันที่ 2 ก.ค.2567 “กกต.จะประกาศรายชื่อได้หรือไม่” เพราะด้วยจำนวนผู้สมัคร สว.ครั้งนี้จะมีมากถึงหลักแสนคน เมื่อผู้สมัครมากก็เชื่อว่าจะมีการคัดค้านร้องเรียนตามมาหลายเรื่องทำให้ กกต. ไม่น่าประกาศรายชื่อได้ทันแต่สิ่งหนึ่ง กกต.ทำได้ทันที คือ บันทึกภาพ-เสียงไว้เป็นหลักฐาน และทำเป็นข้อมูลสาธารณะให้เข้ามาดูได้ “ไม่ให้เกิดความไม่ชอบมาพากลในการคัดเลือก” แล้วสื่อมวลชนควรเข้าสังเกตการณ์ได้สามารถออนแอร์ตั้งแต่ระดับอำเภอโดยประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ส่วนการจำกัดสิทธิผู้สมัคร กกต.ควรแก้ไขให้ผู้สมัครรู้จักกันด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การแนะนำตัวผู้สมัคร” ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2567 “ข้อ 5 ผู้ลงสมัครเลือก สว.แนะนำตัวตามระเบียบนี้ได้ต่อเมื่อมีผลบังคับ” ทำให้เกิดความเข้าใจว่า “ข้อห้าม” มีผลตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.2567 โดยเฉพาะการห้ามแนะนำตัวทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทั้งยังให้แนะนำตัวได้แค่กระดาษ A4 ไม่เกิน 2 หน้า และห้ามแจกในสถานที่เลือก สิ่งนี้จะเป็นปัญหาต่อการเลือก สว.ระดับจังหวัดที่ผ่านการจับสลากไขว้ 4 สายจาก 20 อาชีพ ทำให้ผู้สมัครอาจไม่รู้คุณสมบัติของแต่ละคนถัดมาข้อ 8 ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตัวเอง “ข้อนี้การแนะนำตัวไม่ได้จำกัดเฉพาะวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียว” แต่หากใครตีความให้ผู้สมัครทำได้ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นถือว่า “ผิดวัตถุประสงค์” เพราะอาจจะทำให้ไม่สามารถแนะนำตัวด้วยการพูดคุยกับใครได้เลยด้วยซ้ำสิ่งสำคัญ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” กลับบอกว่า มาตรา 36 พ.ร.ป. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ) การได้มาซึ่ง สว.กำหนดว่าผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามวิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดทำให้เห็นว่า พ.ร.ป.ให้อำนาจ กกต.จะประกาศอะไรออกมาถูกต้องหมด“เรื่องนี้ใครตีความแบบนี้ถือว่าไม่เข้าใจ รธน.” เพราะ รธน.สูงกว่า พ.ร.ป.อย่างมาตรา 26 การตรากฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไข รธน.และกฎหมายต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ คำถามว่า “กรณีจำกัดการแนะนำตัวด้วยกระดาษ A4 เกินกว่าเหตุหรือไม่” ในส่วนตัวมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเกินกว่าเหตุดังนั้น กกต.จะออกกฎระเบียบแบบใดแล้วอ้างมาตรา 36 พ.ร.ป.ไม่ได้ เพราะการกระทำนั้นต้องไม่ไปขัดหรือแย้ง รธน. แล้วอันที่จริง “พ.ร.ป.ก็มิได้ให้อำนาจ กกต.ในการห้าม” ผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามกำหนด แปลว่าเป็นเรื่องอำนวยความสะดวกให้คนไม่รู้จักกันได้รู้จักกันข้ามกลุ่มอาชีพ แต่ กกต.เข้าใจผิดห้ามเสียหมดเมื่อสร้างเงื่อนไขยุ่งยาก “แนะนำตัวไม่ได้” กลายเป็นผู้ชนะคือผู้ไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวก็มีคนเลือกถัดมาคือ “การจูงใจให้สมัครด้วยทรัพย์สินล้วนผิดอาญา” แต่ชักชวนสมัคร สว.โดยไม่ได้จูงใจด้วยเงินย่อมไม่ผิดมาตราใด ส่วนบทลงโทษผู้สมัครทำผิดต้องโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 2 หมื่นบาท หรือตัดสิทธิ 5 ปี เช่นนี้ กกต.จะประกาศตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะมิใช่ฝ่ายนิติบัญญัติแต่มีอำนาจออกระเบียบตามนิติบัญญัติเท่านั้นเหตุนี้ตามกฎหมายเห็นว่า “กกต.ถอยเถอะ และปรับระเบียบส่วนเดิมได้หรือไม่” แล้วค่อยเพิ่มส่วนใหม่ให้ผู้สมัครรู้จักกันเองได้ “ด้วยการทำฐานข้อมูลในเว็บไซต์ขึ้นมา” เพื่อให้ผู้สมัครแนะนำกัน เพราะถ้ามีการร้องที่ศาลปกครองอาจจะมีปัญหาตามมาภายหลัง อีกทั้งในระเบียบนี้ก็ไม่มีการพูดถึงการห้ามฮั้วด้วยเช่นนี้ กกต.ควรจัดการกับ “ผู้จ่ายเงินให้มาสมัครดีกว่า” หากประชาชนชักจูงโดยไม่ได้จ่ายเงิน หรือมีผลประโยชน์จูงใจก็ไม่ผิดอาญา “เป็นสิทธิทำได้” แต่ตอนนี้ระเบียบ และแนวทางการทำงาน กกต.กำลังมีปัญหา ฉะนั้นมั่นใจว่าวันที่ 2 ก.ค.2567 จะมีเรื่องยุ่งจน กกต.ไม่สามารถประกาศ สว.ชุดใหม่ได้ เพราะแต่ละพื้นที่สามารถส่งคำร้องคัดค้านตามกฎหมายให้ กกต.ได้ใน 3 วัน ทำให้จากการโหวตทั้งหมด 6 ครั้ง ถ้าหากมีการทำความผิดตั้งแต่ระดับอำเภอก็จะทำให้คนที่เข้ามาในระดับจังหวัดต้องผิดไปด้วยอาจต้องไปเริ่มขั้นตอนใหม่หรือไม่ตอนนี้ควรเพิ่มผู้สังเกตการณ์โดยให้ กกต.ออกระเบียบ อาทิ กลุ่มจากสื่อที่สมาคมนักข่าวฯรับรอง รวมถึงบันทึกเทปต้องเป็นสาธารณะ เมื่อมีการร้องขอก็เปิดดูได้ หรือสามารถขึ้นเว็บไซต์ได้เลยไม่ว่าจะเป็นอำเภอไหนเช่นเดียวกับ “รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล” ผู้แทนจากไอลอว์ บอกว่า ระเบียบนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการฮั้วอย่างมาก หรือกรณีขั้นตอนการแนะนำตัวอย่าง “การเลือกไขว้” ถ้าผู้สมัครมีอาชีพศิลปิน และข้าราชการจะทำให้ผู้สมัครรู้จักกันหรือไม่ ดังนั้นยิ่งระเบียบคลุมเครือก็ทำให้ประชาชนไม่อยากมีส่วนร่วมในการเลือกครั้งนี้เท่าที่จำลองขั้นตอนการเลือกออกมาพบว่า คนมีอิทธิพลก็สามารถพาคนไปคัดเลือกได้ หรือต้องเป็นคนมีชื่อเสียงก็จะมีโอกาสที่คัดเลือกเข้าไปได้ หรือคนถูกคัดเลือกได้ก็ต้องเป็นคนที่ดวงดีมากๆ ดังนั้นจึงเปิดเว็บไซต์ให้ผู้สนใจตรวจสอบข้อมูลคุณสมบัติในการสมัคร สว. ทั้งพยายามแก้ไขการฮั้วเพื่อให้คนไม่มีพวกชนะได้เช่นกันนอกจากนี้กรณี “กกต.บอกว่าแนะนำตัวให้ผู้สมัครกันเองอย่างเดียว” มีคำถามว่า ผู้สมัครจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้สมัครแต่ละอำเภอ ทำให้เป็นการสนับสนุนให้ผู้สมัครที่รู้จักกันนำไปสู่การฮั้วกันหรือไม่ ทั้งที่ควรให้มีการแนะนำตัวสาธารณะ แล้วผู้สมัครจะไปชนะคนที่ฮั้วกันได้อย่างไรขณะที่ เสรี สุวรรณภานนท์ สว. ในฐานะประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา บอกว่า การคัดเลือก สว.ตามสาขาอาชีพนั้น คือ กติกาแตกต่างจากการเลือก สส.หรือ สว.แล้ว รธน.ระบุว่า “เป็นผู้แทน ชาวไทย” ทำให้การได้มาก็เป็นตาม รธน. และหวังว่า กกต.จะดำเนินการคัดเลือกให้เสร็จตามกำหนดด้วยการทำให้เป็นระเบียบถูกต้อง “เพื่อให้คนดีๆ คนเก่งๆ คนใหม่ๆ” เข้ามาทำหน้าที่ตามกฎหมาย และกติกาของบ้านเมือง ส่วนเรื่องการฮั้วมีโอกาสเป็นไปได้ “แต่ไม่ทั้งหมด” อาจเกิดบางกลุ่มรู้เห็นเป็นใจกัน“การเลือก สว.ต้องดูความเป็นจริงของการเมือง และกระบวนการได้มาของ สว.เข้ามาเพื่อให้ได้ตัวแทนประชาชนเลือกกันเองของผู้สมัคร ถ้าชื่อเสียงไม่ดีก็เชื่อว่าไม่มีใครเลือก ดังนั้นคนที่เข้ามาไม่ว่าจะระดับใดก็ตามต้องเป็นคนรู้จัก และเป็นคนทำความดี เข้าวัดเข้าวา เป็นคนดูแลสังคม คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้คะแนน” เสรี ว่าทว่าในกรรมาธิการฯก็พูดกันตลอดว่า “การได้ของ สว.ชุดใหม่” ทุกคนอยากเห็นความสุจริต และสำเร็จโดยเร็วโดยเข้าใจว่า “กกต.จะรับรองก่อนแล้วไปสอยทีหลัง” เพราะต้องมี สว.ชุดใหม่มาทำหน้าที่แต่ขอว่าอย่ารณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ เพราะคนเป็น สว.ต้องอิสระเป็นตัวของตัวเอง “อย่าไปทำสิ่งไม่ดี” ที่ตัวเองยึดมาตลอด ส่วนผู้สมัครจาก “ค่าสมัคร 2,500 บาท” ทำให้ไม่คิดว่าจะมีผู้มาสมัครถึงหลักแสนคน เพราะคนมีเงินไม่อยากสมัคร “กลัวถูกร้องเรียน” ส่งผลให้ระดับอำเภอ-สาขาอาชีพอาจจะไม่ครบ สำหรับผู้สมัครมีพวกตัวเองเยอะก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้รอบแรก พอมาถึงการเลือกไขว้คนที่จะเสียเงินไปสมัครเพื่อเลือกคนอื่นอาจจะได้เลือกเพียงรอบเดียวนี่คือ “เสียงตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง” ที่ ไม่ต้องการให้การเลือก สว.ครั้งนี้ถูกจัดทำแบบลับหูลับตาประชาชน “จนขาดความโปร่งใส” กลายเป็นเปิดช่องโหว่ให้ทุจริตได้ง่าย เพราะผลที่จะตามมายิ่งลดทอนความศรัทธา และความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองทวีคูณ...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม