ขนาดฝ่ายค้านยังไม่ได้ขยับแต่ดูเหมือนนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” เริ่มมีอาการที่ไม่ค่อยจะดีเท่าใด แม้ผลโพลจะบอกว่า 2 เดือนที่ผ่านมาจะสอบผ่านก็ตามนอกจากสิ่งแวดล้อมทั่วไปที่ไม่ค่อยเป็นใจให้แล้ว การที่ “เพื่อไทย” เลือก “อุ๊งอิ๊ง” ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคดูเหมือนจะข่มกันอยู่ในทียิ่งพินอบพิเทาเกินงามก็ยิ่งด้อยลงไปตามรูปลักษณ์ปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไม่ต่างกับ “วัวพันหลัก” ก็คือ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ประชานิยมที่หวังจะเรียกคะแนนนิยมในพริบตาทำไปทำมากลับเสียมากกว่าได้เป็นยังงั้นไปตลาดหุ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาร่วงในวันเดียว 30 กว่าจุดแม้วิเคราะห์กันว่าเหตุน่าจะมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามอิสราเอล-ฮามาส เหมือนกับน้ำ-ทอง-ค่าเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงแต่เท่าที่ฟังจากนักวิเคราะห์ต่างประเทศระบุว่า “ดิจิทัลวอลเล็ต” ก็เป็นส่วนหนึ่งผสมโรงไปด้วยเหตุก็เพราะความสับสนไม่ชัดเจน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลพลอยกระทบไปด้วยคือไม่แน่ใจว่าใครมีอำนาจจริงๆในการตัดสินใจจึงส่งไปถึงดัชนีหุ้นร่วงลงไปอย่างแรง ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ...ความจริงนับแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศแทนที่ หุ้นจะพุ่งไปตามสภาพความเป็นจริง ตรงกันข้ามกลับร่วงตลอดดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ค่อยใส่ใจนัก ทั้งๆที่มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักต่อสภาพเศรษฐกิจไทยอย่าคิดว่านายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจแล้วเศรษฐกิจจะดีเสมอไป เพราะหากบริหารและจัดการไม่ดีก็ไม่ต่างกับคนอื่นคำถามก็คือการบริหารราชการทุกวันนี้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการได้ทุกเรื่องหรือเปล่า หรือมีคน “หลังม่าน” บงการอีกทียิ่ง “เศรษฐา” พูดเองว่าตอนนี้มีนายกรัฐมนตรี 2 คน หลังจากที่ “อุ๊งอิ๊ง” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค “เพื่อไทย”คำพูดนี้ยังเป็นปริศนาคาใจผู้คนอยู่!นอกจากตัวเขาเองแล้วยังมีใครเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพราะ “แพทองธาร” ก็ยังไม่ได้เป็น ยังเป็นเรื่องอนาคตข้างหน้าก็เป็นเรื่องที่ทำให้สังคมซุบซิบนินทาว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ “ปากไว” ชอบพูดอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาแก่ตัวเองอยู่บ่อยๆที่สำคัญก็คือพูดไปแล้วทำให้สังคมสับสน เนื่องจากไม่กล้าที่จะเปิดเผยทั้งหมดกลายเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวเนื่องจากไม่กล้าเปิดทั้งหมด...ก็เป็นเสียอย่างนี้สภาปิดสมัยประชุมไปแล้วจึงเป็นช่วงที่รัฐบาลจะว่างเว้นจากการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ถือว่าหมดห่วงปลอดโปร่งฝ่ายค้านก็คงจะต้องไปทำการบ้านและปรับขบวนปัญหาภายในพรรค ทั้ง “ก้าวไกล”-“ประชาธิปัตย์” เพื่อจะได้ทำหน้าที่ให้สมฐานะเมื่อสภาเปิดเช่นกันรัฐบาลก็ต้องปรับจูนเครื่องใหม่เพราะดูหลวมๆ ยังไงชอบกล อย่างน้อยนโยบายที่ยังไม่ลงตัวก็ควรว่าให้ชัดเจนเพราะเมื่อเปิดสภาแล้วฝ่ายค้านคงต้องทำงานเต็มรูปแบบอย่าง “ก้าวไกล” ที่ชูแนว “เชิงรุก” ก็คงโชว์ผลงานให้ปรากฏอาจถึงขั้นเปิด “ซักฟอก” เลยก็ได้!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ "กล้าได้กล้าเสีย" เพิ่มเติม