ปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยของเสียก่อมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวบ้านเป็นปัญหาเรื้อรังแก้ไม่หมดเสียที ถ้าภาครัฐย่อหย่อนหรือรู้เห็นรับส่วย ชาวบ้านก็ขาดที่พึ่ง ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมเป็นพิษ ชีวิตตายผ่อนส่ง แต่เมื่อไหร่ที่ภาครัฐเอาจริงเอาจัง เข้มงวดกวดขันให้โรงงานปฏิบัติตามกฎระเบียบ ชุมชนโดยรอบก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นวันนี้ชาวบ้านที่ทนทุกข์กับปัญหาดังกล่าวเริ่มมีความหวังขึ้นแล้ว หลังจากที่ คุณพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม ยกคณะลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โรงงาน บริษัทแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งคนในพื้นที่ร้องเรียนว่า ได้รับผลกระทบจากกากอุตสาหกรรมและของเสียเคมีวัตถุตกค้างมานานกว่า 20 ปี โดยเชิญเจ้าของโรงงานมาชี้แจง และตัวแทนชาวบ้านกับทางจังหวัดมาร่วมพูดคุยด้วยสภาพที่ปรากฏกองขยะอุตสาหกรรมและของเสียเคมีวัตถุกองมหึมา ยังไม่รวมที่ถูกสุมทับอยู่ใต้ดินอีกไม่รู้เท่าไหร่ ขณะที่สภาพอาคารโรงเรือนที่เก็บของก็ชำรุดทรุดโทรม จากการตรวจสอบมีเคมีวัตถุตกค้างในพื้นที่ของบริษัท พบสารก่อมะเร็งในน้ำอุปโภคบริโภค กระทบต่อชาวบ้านชุมชนโดยรอบ เบื้องต้น รมว.อุตสาหกรรมได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้งบกลาง 59.8 ล้านบาท ดำเนินโครงการจ้างเหมาบริการบำบัดและกำจัดสิ่งปฏิกูล กากอุตสาหกรรม และของเสียเคมีวัตถุ จำนวนกว่า 1.3 หมื่นตัน ในพื้นที่บริษัทให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 มี.ค.67 เป็นการเร่งคลายทุกข์ให้ชาวบ้านก่อนแล้วค่อยไปไล่เบี้ยกับบริษัทในภายหลังคุณพิมพ์ภัทรากล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการแสดงออกให้เห็นว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจริงจังและตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนรอบโรงงาน ได้สั่งการกรมโรงงานอุตสาหกรรมเร่งแก้ไขปัญหาจากกากอุตสาหกรรมที่เป็นมลพิษต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามขั้นตอน กรณีนี้เป็นตัวอย่างนำร่องถือเป็นการส่งสัญญาณจากรัฐมนตรีให้ข้าราชการและโรงงานทั่วประเทศได้รู้ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยุคนี้จะไม่เพิกเฉยต่อปัญหาของเสียกากอุตสาหกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมอีกต่อไปโรงงานมักง่ายเห็นแก่ได้มีมากมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง อุทัยธานี เมื่อได้เห็นรัฐมนตรีใหม่ส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังอย่างนี้ ถ้ายังไม่ยอมแก้ไขปรับปรุงมาตรฐานการกำจัดของเสียให้เป็นไปตามกฎระเบียบ ผมเชื่อว่าคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ลำบาก อย่างไรก็ตาม อำนาจ และ สรรพกำลัง ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังมีไม่มากเท่าที่ควร แม้ตรวจพบโรงงานกระทำผิด ก็ลงโทษได้แค่ สั่งให้หยุดทำงาน สั่งปรับ และไม่ต่อใบอนุญาต แถมบางครั้งไปเจอเจ้าของโรงงานหัวหมอหรือมีอิทธิพล ก็หาเหตุต่างๆนานามาขู่ฟ้องเจ้าหน้าที่ในข้อหาบุกรุก ไปถึงขั้นล้อมกรอบขู่ทำอันตราย ดังนั้นถ้าจะให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ขณะเดียวกันควรจะมีการ รื้อกระบวนออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน เพื่อ อำนวยความสะดวก ในการขอใบอนุญาตได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กที่ทุนรอนมีไม่มาก อย่าให้เจออุปสรรครอคิวนานเป็นปีเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในบางยุคบางสมัย นอกจากนี้กระบวนการพิจารณาใบอนุญาตต้อง โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนในส่วนของการช่วยเหลือชาวบ้านชุมชนละแวกโรงงานที่ปล่อยมลพิษ ผมได้ข่าวว่ากระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวคิดจะตั้ง กองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากขยะกากอุตสาหกรรม เพื่อให้มีเงินสำรองจ่ายไปก่อนสำหรับช่วยเหลือเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านในระหว่างฟ้องร้องดำเนินคดีเนื่องจากการฟ้องคดีแต่ละครั้งใช้เวลานาน แต่ทุกข์ของชาวบ้านไม่อาจรอได้.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" เพิ่มเติม