กระบวนการถูกต้องเป๊ะ เนื้อหาประชาชนพอใจเคล็ดลับผลักดันให้คลอดรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยให้สำเร็จภายใน 4 ปี ที่ถูกเปิดโดย นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหนึ่งในคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติแก้ไขความเห็นต่างรัฐธรรมนูญ 2560 ยืนยันไม่มีคำว่าถ่วงเวลาแน่นอน เพราะเป็นนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาและหลังจากที่คาราคาซังมานาน มีการยื่น 3 ญัตติขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) จนเกิดตีความว่ารัฐสภามีอำนาจหรือไม่ นับเป็นเรื่องเก่าที่ต้องนำจุดที่ทำให้ไม่สำเร็จ มาทำให้สำเร็จรัฐบาลอยากแก้ รธน.สำเร็จเป็นของขวัญให้ประชาชนในคณะกรรมการฯมองไปที่ภารกิจ ตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ทั้งแนวทางจัดทำประชามติ หรือการออกเสียงประชามติ ควรเป็นรูปแบบใด คำถามเป็นลักษณะใดและคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติ ผมขออาสาอยู่ชุดนี้ โดยได้ศึกษากับทีมงานส่วนตัวถึง รธน.ฉบับใหม่ที่จะแก้ โดยตั้งคำถามว่า “ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติกี่ครั้งกันแน่”เมื่อดูหมวดการแก้ไข รธน. ในมาตราที่เกี่ยวข้องประกอบเจตนารมณ์ น่าจะให้แก้ไขเป็นรายมาตรา เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า ศาล รธน.ได้วินิจฉัยผูกพันทุกองค์กรไว้เป็นเหตุเป็นผลว่าเป็น 2 ระดับ 3 ลักษณะระดับที่ 1 สำคัญมาก กำหนดให้การแก้ไขเป็นไปได้ยากมาก อาทิ มาตรา 255 แก้ไขรธน.เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐคำวินิจฉัยศาล รธน.ระบุมิให้แก้โดยเด็ดขาดระดับที่ 2 ไม่มีผลกระทบต่อรูปแบบรัฐ หรือโครงสร้างทางการเมืองมากนัก กำหนดให้แก้ไขได้ในระดับที่ยากกว่าปกติ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเป็นสำคัญส่วน 3 ลักษณะ คือ 1.ห้ามแก้ไขมาตรา 255 ทำไม่ได้ แก้ไม่ได้เลย 2.แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 15 แก้ไขเพิ่มเติม รธน. หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามทั้งหมดนี้ศาล รธน.วางหลักไว้เรียบร้อย เป็นคำวินิจฉัยที่ทำให้คำสั่งของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯระบุว่า การศึกษาใดๆต้องนำคำวินิจฉัยศาล รธน.ที่ 4/2564 มาเป็นแนวทางศึกษาเพื่อแก้ รธน.ให้สำเร็จตามนโยบายรัฐบาล“ศาล รธน.มีคำวินิจฉัยต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ผูกพันกับ รธน.ฉบับเดิม รัฐสภาต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดโดยไม่อาจกระทำนอกขอบหน้าที่ และอำนาจที่ รธน.กำหนดได้ พร้อมให้ยึดโยงหลักการพื้นฐานให้เหมาะสม สอดคล้องกับมติมหาชนฉะนั้นวิธีร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด 15/1 ย่อมเป็นการแก้ไขหลักการที่ผู้มีอำนาจสถาปนา รธน.ดั้งเดิม ต้องปกป้องคุ้มครองไว้หากรัฐสภาจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รธน.ออกเสียงประชามติ ผลประชามติออกเสียงเห็นชอบด้วย ถึงดำเนินการจัดทำร่าง รธน.ฉบับใหม่ต่อไป”นอกเหนือจากบทบัญญัติ รธน.หมวด 15 ทำไม่ได้เลย เพราะ รธน.60 ก็ผ่านจัดทำประชามติ ฉะนั้นการให้มีสมาชิกสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) มาเป็นผู้แก้ไข รธน.ไม่มีบทบัญญัติ รธน.ให้อำนาจกระทำได้ฉะนั้นต้องให้ “มติมหาชนออกเสียงประชามติ” สมควรมี รธน.ฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 1 ต้องทำแน่ ถือเป็นความเห็นส่วนตัวกับทีมงาน ไม่ผูกพันคณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการชุดใหญ่คำถามคือ ทำไมต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ผมและทีมงานก็คิดนอกกรอบให้กว้าง เผื่อประหยัดงบประมาณว่า ทำประชามติ 2 ครั้ง แต่ในทีมงานขยับมุมคิดสอดคล้องกันว่า ทำ 3 ครั้ง น่าจะปลอดภัยปลอดภัยในที่นี้ ต้องยอมรับว่ากระบวนการแก้ รธน.ครั้งนี้ ขอย้ำรัฐบาลประกาศนโยบายแถลงต่อรัฐสภา ไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 และส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ รัฐบาลไม่แตะ แต่มีผู้เห็นต่างเสนอแก้ รธน.ทั้งฉบับ โดย ส.ส.ร.โดยครั้งที่ 1 จัดออกเสียงประชามติตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. ตัวอย่างแนวคำถาม “ให้ความเห็นชอบหรือไม่ การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดยกระบวนการ ส.ส.ร. และไม่แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ ตามที่บัญญัติไว้ใน รธน.60”กรณีผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับคำถาม ก็เข้าสู่กระบวนการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ คือ 1.แก้ไข รธน. มาตรา 256 พร้อม 2.เพิ่มเติม หมวด 15/1 จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดยกำหนดที่มา “องค์ประกอบของ ส.ส.ร.” อันนี้สำคัญมาก และกระบวนการต่างๆ3.ขั้นตอนเหล่านี้เป็นไปตาม รธน. มาตรา 256 จำเป็นต้องจัดให้ออกเสียงประชามติในร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมเสียก่อน เป็นครั้งที่ 2 ตาม รธน.มาตรา 256 (8) ที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไขอำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระแถมยังมีประเด็น “องค์ประกอบของ ส.ส.ร.” มาจากไหน มีกี่คน มันก็เกิดประเด็นข้อถกเถียงกันอีก ถ้าไปถามตั้งแต่ครั้งแรก จะเป็นคำถามที่ยาวเหยียด รุงรังมากคณะกรรมการฯ ทำหน้าที่ท่ามกลางแรงเสียดทาน เพราะกฎหมายเป็นเรื่อง “สองคนยลตามช่อง” รธน.บัญญัติไว้บรรทัดเดียว สองบรรทัด ย่อมมองไม่เหมือนกัน แปลความไม่เหมือนกันฉะนั้นย่อมเกิดประเด็นถามครั้งที่ 2 ต้องตั้งคำถามอย่างไรดี ผมจึงลองตั้งตุ๊กตาคำถามออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 2 ว่า “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่าง รธน.ฉบับแก้ไข มาตรา 256 และหมวด 15/1 การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่”ไม่รู้ว่าตั้งคำถามพอหรือไม่ หรือต้องเติมว่า “โดยให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 100 คน” สมมติอย่างนี้ขึ้นมากรณีผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบ ก็เปิดประตูเข้าสู่กระบวนการแก้ รธน.ฉบับใหม่ โดยจัดให้เลือกตั้ง ส.ส.ร. และ ส.ส.ร.ร่าง รธน.ฉบับใหม่เสร็จแล้ว ก็ออกเสียงประชามติครั้งที่ 3 โดยตั้งตุ๊กตาคำถามว่า “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่าง รธน.พุทธศักราช...ทั้งฉบับ”สรุปจัดให้ออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ตามคำวินิจฉัยของศาล รธน.ครั้งที่ 2 ตาม รธน.มาตรา 256 (8) และครั้งที่ 3 ตามคำวินิจฉัยของศาล รธน.โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการใช้งบประมาณจัดทำประชามติแต่ละครั้งสูง พยายามคิดว่า ทำประชามติ 2 ครั้งได้หรือไม่ โดยครั้งที่ 1 ก่อนแก้ไขใหม่ทั้งฉบับ และครั้งที่ 2 เมื่อแก้เนื้อหา รธน.เสร็จครั้งที่ 1 ตุ๊กตาคำถามกว้างๆ “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดยกระบวนการ ส.ส.ร. และไม่แก้ไข หมวด 1 หมวด 2 ตาม รธน.60”ผลประชามติเห็นชอบก็เข้าสู่กระบวนการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ระหว่างดำเนินการแก้ไข รธน. รัฐสภาอาจมีมติส่งศาล รธน.วินิจฉัยหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภา ตาม รธน. มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ว่าการแก้ไขหมวด 15 ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติตาม มาตรา 256 (8) อีกครั้งหรือไม่ ฉะนั้น การทำ รธน.ฉบับใหม่ต้องทำประชามติ อย่างน้อย 2 ครั้ง ส่วนทำครั้งที่ 3 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบการตั้งคำถามทำประชามติครั้งที่ 1 ที่มีสาระเนื้อหาครอบคลุม และขึ้นอยู่กับศาล รธน.วินิจฉัยอย่างไรองค์ประกอบของ ส.ส.ร.มาจากเลือกตั้ง และแต่งตั้ง นายพิชิต บอกว่า ตรงนี้ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ได้มีประเด็นเหล่านี้ไปให้ประชาชน หรือผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการมีคำถามข้อนี้หรือไม่ถ้ามีก็ดี คณะกรรมการชุดใหญ่จะได้พิจารณาว่าตกลงองค์ประกอบที่มาของ ส.ส.ร.เป็นอย่างไรสมมติประชามติครั้งแรกไม่ผ่านจะทำอย่างไร เพราะรัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานเยอะมาก นายพิชิต บอกว่า เท่ากับประชาชนผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ไม่ยอมให้แก้ทั้งฉบับ จบ แก้ไม่ได้ คงแก้ได้แค่รายมาตราฉะนั้นในเมื่อแรงเสียดทานมีเยอะ บางกลุ่มอยากให้แก้ทุกหมวด ขอวิงวอนอยากเห็นกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ เอาประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไรที่ได้มาเต็มร้อยขอให้พูดด้วยเหตุด้วยผล พบกันครึ่งทางสุดโต่งไป มันแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ "วิเคราะห์การเมือง" เพิ่มเติม