ท่ามกลางข่าวสงครามยูเครน ในยุโรปตะวันออก และสงครามอิสราเอล-ฮามาส ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นข่าวร้าย แต่ข่าวต่างประเทศยังมีข่าวดีอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่ข่าวที่โด่งดัง นั่นคือคำประกาศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าจีนคัดค้านการขู่เข็ญบังคับทางเศรษฐกิจ และเกมการเมืองรวมขั้วผู้นำจีนประกาศต่อที่ประชุมความริเริ่มโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งเป็นการประชุมครั้งใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง มีผู้นำต่างประเทศเข้าร่วมถึง 130 ประเทศ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ของไทย ผู้นำจีนยํ้าว่าจีนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการประจันหน้าทางอุดมการณ์ คัดค้านการควํ่าบาตรฝ่ายเดียวก่อนการประชุมครั้งนี้ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นผู้นำโลกตัวจริงที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน จีนมีส่วนสำคัญทำให้ปูตินบันยะบันยัง ไม่โหมกระพือสงครามยูเครนให้บานปลาย ทั้งยังส่งผู้แทนการทูต เพื่อหาทางยุติสงครามตะวันออกกลางในยุคสงครามเย็นเมื่อหลายทศวรรษก่อน เป็นการแย่งชิงขยายอำนาจอิทธิพลระหว่างโลกเสรีที่มีอภิมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำ แข่งกับโลกคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีโซเวียตรัสเซีย เป็นผู้นำ สงครามเย็นยุติลงด้วยชัยชนะของสหรัฐฯ และการล่มสลายของสหภาพ โซเวียตกลายเป็นสหพันธรัฐรัสเซียการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แยกสลายเป็นรัฐต่างๆ นับสิบประเทศ เช่น ยูเครน คาซัคสถาน ฯลฯ ทำให้จีนพุ่งขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 ของโลกคอมมิวนิสต์แทนรัสเซีย จีนกลายเป็นอภิมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจ อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และเป็นคู่ขัดแย้งใหม่กับสหรัฐฯ ในสงครามเย็นยุคใหม่ถ้าผู้นำโลกคอมมิวนิสต์ยุคใหม่คือจีน ยุติการประจันหน้าทางอุดม การณ์กับโลกตะวันตก ไม่สนใจใครจะเป็นเสรี หรือคอมมิวนิสต์ แต่จะใช้นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง จับมือกับ ทั่วโลก ร่วมมือกันทางการค้า และการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงทั่วโลก โลกอาจก้าวสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองและสันติสุขแต่สหรัฐฯกับจีนก็ยังขัดแย้งกันอยู่ โดยเฉพาะปัญหาไต้หวัน สหรัฐฯกล่าวหาว่าฝ่ายทหารของจีนข่มขู่คุกคามภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะทะเล จีนใต้ แต่น่าจะมีทางพูดจากันได้ และจะน่ายินดีอย่างยิ่งที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา มีส่วนช่วยให้เป็นจริงได้ ด้วยการเชิญผู้นำจีนและรัสเซีย เดินทางเยือนไทยในโอกาสที่เหมาะสม.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม