“เศรษฐา” ปิดทริปเยือนซาอุฯ ถก 4 บิ๊กซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก SALIC-PIF-ARAMCO-SABIC กระชับความสัมพันธ์หวังเพิ่มมูลค่าการค้า-การลงทุนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น ชูแลนด์บริดจ์ดึงดูดเงินลงทุน ตื่นตาตื่นใจชมเมืองแห่งอนาคตยิ่งใหญ่อลังการ พท.โวกระแส “แม่ทัพอุ๊งอิ๊ง” พาพุ่งทะยาน “บิ๊กป๊อด” เปิดหน้าแจม พปชร.ครั้งแรก ปลุกใจเป็นหนึ่งเดียวต่อยอดผลงาน “สนธิรัตน์” ฝัน พปชร.ฟื้นคืนชีพ “สันติ” ชู “ลุงป้อม” หน.ตลอดกาล เอาใจช่วยแจกดิจิทัลวอลเล็ต แต่ไม่พูดจะร่วมโหวตใน ครม.หรือไม่ กมธ.ทหารเชิญ “สุทิน” กับ ผบ.ทร.แจงปมร้อนเรือดำน้ำ ชงถ่ายทอดสดการประชุม “พริษฐ์” แจงคืบหน้าสอบ สส.หื่น ลั่นฟันไม่เลี้ยงไม่มีปกป้องคนผิด “ปิยบุตร” จี้ตัวต้นเรื่องออกมาขอโทษ อธิบดีราชทัณฑ์ไฟเขียว “ทักษิณ” พักรักษานอกคุกนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและ รมว.คลัง แถลงผลการเดินทางเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประสบผลสำเร็จงดงาม ปิดท้ายด้วยการหารือกับ 4 ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน ได้แก่ SALIC-PIF-ARAMCO-SABIC กระชับความสัมพันธ์ หวัง เพิ่มมูลค่าด้านการค้า การลงทุนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น“เศรษฐา” ถกบิ๊กเกษตรซาอุฯเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ต.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงริยาด ช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมRitz Carlton กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พบปะกับวศ.ซุลัยมาน อัรรุมัยฮ์ (Sulaiman AlRumaih) ประธานคณะกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท Saudi Agricultural and Livestock Investment Company (SALIC) ดำเนินธุรกิจปศุสัตว์รายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย นายเศรษฐาตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะสานต่อความสำเร็จของรัฐบาลที่ผ่านมา และส่งเสริมความสัมพันธ์กับภาคเอกชนซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน กับ SALIC ในด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และอาหาร เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย และเชิญ SALIC เยือนไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการด้านการลงทุน ภายใต้สภาความร่วมมือ ซาอุดีอาระเบีย- ไทย (STCC) ครั้งที่ 1 ที่ประเทศไทย ขณะที่SALIC ต้องการรับการสนับสนุนการลงทุนของบริษัทในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การเกษตร การประมง การเพาะเลี้ยง สัตว์นํ้า ปศุสัตว์ ฯลฯ และประสงค์ให้ไทย เพิ่มการลงทุนในซาอุดีอาระเบียคุยซีอีโอ PIF–ARAMCO–SABICต่อมาเวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายเศรษฐาพบปะกับภาคเอกชนซาอุดีอาระเบีย ได้แก่ 1.นายยาเซอร์ บิน อุสมาน อัล-รูมัยยาน (Yasir bin Othman Al-Rumayyan) ประธานกรรมการกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (Governor of the Public Investment Fund: PIF) 2.นายอามิน ฮัซซาน อาลี นัซเซอร์ (Amin Hassan Ali Nasser) ประธานกรรมการและ CEO รัฐวิสาหกิจ Saudi Arabian Oil Company (Saudi ARAMCO) ของซาอุดีอาระเบีย 3.นายอับดุลราห์มัน อัล-ฟากีห์ (Abdulrahman Al-Fageeh) ประธานบริหารและสมาชิกคณะกรรมการบริหาร Saudi Arabia Basic Industries Corporation (SABIC)ยกระดับร่วมมือด้านพลังงานนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี แถลงว่า นายกฯและภาคเอกชนซาอุฯทั้ง 3 บริษัท เห็นพ้องถึงการให้ความสำคัญต่อการกระชับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของไทยและซาอุฯ โดยทั้ง 2 ประเทศ ต่างมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และยินดีขยายส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมถึงยินดีอำนวยความสะดวกความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ในสาขาที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีศักยภาพและสนใจร่วมกัน เช่น การบริการและการท่องเที่ยว พลังงานสะอาด อาหารและการเกษตร ปิโตรเลียม และปุ๋ย สำหรับบริษัท SABIC ประสงค์เพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับไทยในด้านปิโตรเคมีที่เขามีความเชี่ยวชาญด้าน ARAMCO ยินดีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ของไทย กับบริษัท ARAMCO ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือด้านพลังงานเมื่อปีที่ผ่านมา หวังว่าจะยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต ภาคเอกชนซาอุฯยังพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในสาขาอื่นเพิ่มเติม ทั้งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตเศรษฐกิจควบคู่กับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไทยชูแลนด์บริดจ์ดึงนักลงทุนนายชัยกล่าวว่า นายกฯกล่าวแสดงความพร้อมของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการลงทุนพลังงาน พร้อมเน้นย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย สามารถเป็นจุดเชื่อมโยงในภูมิภาคให้กับซาอุฯได้ พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนซาอุฯเยือนไทย เพื่อศึกษาและหารือเกี่ยวกับศักยภาพและความเป็นไปได้ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โอกาสนี้นายกฯได้นำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ ของไทย โดย PIF เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมีศักยภาพ และแสดงความสนใจในโครงการด้วย ทั้งนี้ กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะนับเป็นหนึ่งในกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลซาอุฯ เพื่อลงทุนในโครงการที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์กับเศรษฐกิจของประเทศ และปฏิบัติภารกิจตามนโยบายวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย ค.ศ.2030 ที่มีวัตถุประสงค์กระจายการลงทุน และทำให้กองทุนฯสามารถลงทุนในบริษัทต่างประเทศได้ต่อยอดพลังงานสะอาด-รถอีวีนายชัยกล่าวอีกว่า สำหรับ Saudi ARAMCO เป็นบริษัทพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่มีรัฐบาลซาอุฯ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเป็นแหล่งสำรองน้ำมันดิบที่ใหญ่ และผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก โดยในปี 2566 มีมูลค่าตลาดมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา ปตท. และ Saudi ARAMCO ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือด้านพลังงานทั้งระบบ รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และธุรกิจยานยนต์ ไฟฟ้า ด้าน SABIC เป็นบริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ของซาอุฯ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2519 เพื่อนำผลพลอยได้จากน้ำมันดิบมาผลิตสินค้าปิโตรเคมี โพลีเมอร์ ปุ๋ย ฯลฯ ปัจจุบัน SABIC เป็นหนึ่งในบริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีบริษัท Aramco เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ทำธุรกิจกว่า 50 ประเทศทั่วโลกหวังเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำเร็จในการเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ได้พบกับทีมประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ทางพาณิชย์การค้า การลงทุน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งนี้เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงริยาดได้ให้ข้อคิดว่า ความจริงแล้วศักยภาพการค้า การลงทุน ที่ซาอุฯยังสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายการค้าด้านการเกษตร เชิงพาณิชย์ และการลงทุน โดยบีโอไอแจ้งว่าต้องการเจ้าหน้าที่ประจำที่ซาอุฯ หลังจากพูดคุยกันแล้วตนเข้าใจความต้องการตรงนี้ และอยากให้เอกอัครราชทูตฯเขียนมาว่าเหตุผลที่ต้องการคืออะไร เพราะเป็นประเทศหลักที่รัฐบาลเพิ่งเปิดความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้ง ไทยอยากมีความสัมพันธ์กันเพิ่มขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การค้า การลงทุนขึ้นไปอีกชมเมืองแห่งอนาคตตื่นตาตื่นใจนายเศรษฐากล่าวต่อว่า มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมืองโบราณของซาอุดีอาระเบีย ประมาณ 300-400 ปี ถือเป็นเมืองแรกในซาอุฯ ถูกทำลายไปและสร้างขึ้นมาใหม่ มีการลงทุนไปเยอะมากในการสร้างเมืองแห่งนี้เพื่อการท่องเที่ยว ขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วย รวมถึงเยี่ยมชมนิทรรศการเมืองแห่งอนาคต ที่จะมีการลงทุนกว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ รู้สึกตกใจในความอลังการยิ่งใหญ่ โดยซาอุฯมีความมั่งคั่งสูงจากการค้าขายปิโตรเคมีคอลและน้ำมัน จึงมีเงินทุนสูงมาก แต่เขาเองทราบดีว่าโลกเปลี่ยนไป การส่งเสริมการลงทุนและสร้างเมืองใหม่เป็นเรื่องสำคัญ ได้ดูนิทรรศการและวิธีการที่เขาเสนอ การลงทุนน่าจะนำไปใช้ได้ในการต้องทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในแง่เมกะโปรเจกต์ที่เราจะทำที่เมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือแลนด์บริดจ์ โวกระแส “อุ๊งอิ๊ง” พา พท.ทะยานนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศพร้อมรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ว่า จะมีการประชุมวิสามัญพรรคในวันที่ 27 ต.ค. เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ ถือเป็นข่าวดีและเป็นสัญญาณบวก ที่ น.ส.แพทองธารตอบรับชัดเจนว่าพร้อมที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ เชื่อมั่นว่าจากนี้ไปกระแสตอบรับ น.ส.แพทองธารจะพุ่งทะยานขึ้นไปอีก ส่งผลถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า น.ส.แพทองธาร เป็นศูนย์กลางของคนในพรรค เป็นการเข้ามาถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะและถูกคน น.ส.แพทองธารเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจการเมือง ทันยุคทันสมัย สามารถกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางนำพาพรรคเพื่อไทยก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นที่พึงที่หวังแก่ประชาชนได้ การเมืองวันนี้เป็นยุคของคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนพาเศรษฐกิจไทยก้าวไกลสู่สากล ผ่านการเพาะบ่มสั่งสมประสบการณ์การเมืองมาครบถ้วนทุกบริบท มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ นำพาและขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พาประเทศไทยพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ“บิ๊กป๊อด” เปิดหน้าแจม พปชร.เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล จ.ภูเก็ต พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดสัมมนา “รวมพลัง สามัคคี” มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค พปชร. เป็นประธาน มีแกนนำ อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายวราเทพ รัตนากร ผอ.พรรค เข้าร่วม และถือเป็นครั้งแรกที่ พล.ต.อ.พัชรวาทปรากฏตัวร่วมกิจกรรมพรรคเป็นครั้งแรก ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ไม่ได้เข้าร่วมเพราะมีอาการขาแพลง ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรค แจ้งว่าติดภารกิจตรวจราชการที่ จ.พังงาปลุกใจหนึ่งเดียวต่อยอดผลงานพล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวเปิดการสัมมนาว่า ในนามตัวแทน พล.อ.ประวิตร ยินดีที่ได้มาเจอกับสมาชิกพรรค จุดประสงค์การสัมมนาครั้งนี้เพื่อให้ทุกคนสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกัน รวมหัวใจ พปชร.ให้เป็นหนึ่งเดียว ผลักดันยุทธศาสตร์ ผลงาน ทิศทางและนโยบายพรรคให้เกิดขึ้นในอนาคต ช่วงที่พรรคเป็นแกนนำรัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นรูปธรรม ตอบสนองความต้องการประชาชน เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ เลือกตั้งที่ผ่านมาเราเสนอนโยบายต่อยอดจากผลงานที่เคยทำมา ริเริ่มนโยบายใหม่ๆ อยากให้บุคลากรของพรรคทุกส่วน รวมพลัง ร่วมมือร่วมใจ เดินหน้าไปพร้อมๆกัน ทำงานเพื่อประชาชนไปด้วยกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พัชรวาทอยู่ร่วมสัมมนาได้เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากติดภารกิจตรวจเยี่ยมหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี อ.เมืองกระบี่ และเป็นประธานพิธีเปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน“สนธิรัตน์” ฝันปลุก พปชร.คืนชีพต่อมานายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานกรรมการด้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค พปชร. กล่าวสัมมนาว่า ภารกิจของเราคือการทำงานร่วมกัน หวังว่าในครั้งหน้า สส.ทั้ง 39 บวก 1 คน จะได้กลับมาอีก เราต้องปรับและช่วยกันสร้างภาพลักษณ์พรรคให้เป็นที่นิยม จาก 3-4 เดือนที่มีการประเมินในหลายพื้นที่ ภาพลักษณ์พรรคเรากำลังพลิกกลับมา บางพรรคมีกระแสมาแล้วแต่มาแล้วอาจแผ่ว บางพรรคอาจสะดุดขาตัวเองบางเรื่อง อีกสิ่งหนึ่งคือเราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าใครคือโหวตเตอร์ที่สนับสนุนพรรค ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเสียงของเราอยู่ที่ไหน ต้องสร้างการยอมรับ ทั้งนโยบายการทำงาน ภาพบุคลากรพรรคต้องโดดเด่น ยุคนี้บทบาทในสภาต้องโดดเด่น ผลงานของกระทรวงคือผลงานของพรรค สส.ต้องทำงานเชื่อมกับกระทรวง และต้องขยายลงพื้นที่เป้าหมายลต.หน้าต้องได้ สส.มากกว่าเดิมนายสนธิรัตน์กล่าวว่า พรรคต้องยืนหยัดเป็นสถาบันการเมือง ต้องแข็งแกร่งขึ้นเป็นพรรคที่จะเข้าไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างภาคภูมิ เป้าหมายคือทุกท่านต้องกลับมา การเลือกตั้งครั้งหน้าเราต้องได้ สส.มากกว่าเดิม ทุกคนต้องช่วยกันในจังหวัดของท่าน ต้องขยายเขตเลือกตั้ง และเตรียมสรรหาผู้สมัครที่มีความแข็งแกร่งรองรับ สส.แต่ละจังหวัดนอกจากมีหน้าที่รักษาพื้นที่แล้ว ยังต้องมองพื้นที่ที่มีโอกาส ต้องมีผู้สมัครในอนาคตมาทำงานร่วมกัน เตรียมการเลือกตั้งครั้งต่อไป ได้เรียนกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ท่านพร้อมทำงานร่วมกับเรา และจะมาร่วมประชุมพรรคให้บ่อยขึ้น “สันติ” ชู “ลุงป้อม” หน.ตลอดกาลนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ พล.ต.อ.พัชรวาท มาเป็นประธานเปิดสัมมนา สส.แทน พล.อ.ประวิตร เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรบังเอิญเดินสะดุดจนข้อเท้าพลิกบาดเจ็บ คงอักเสบนิดหน่อย เลยไม่สะดวกเดินทางมา จึงมอบหมาย พล.ต.อ.พัชรวาท รับหน้าที่แทน คาดอีก 3-4 วันคงหาย เมื่อถามว่า พล.ต.อ.พัชรวาท จะเข้ามามีบทบาทในพรรคเต็มตัวหรือไม่ นายสันติตอบว่า พล.อ.ประวิตรพูดกับพวกเราเป็นประจำว่า จะเป็นหัวหน้าพรรคของพวกเราตลอดไป พวกเราทุกคนจะทำงานสนับสนุนไปตลอด เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาทก็พูดกับตนเป็นประจำว่า เราทุกคนมีหน้าที่สนับสนุนพรรค ไม่ต้องเป็นห่วง พล.อ.ประวิตร ท่านเป็นหัวหน้าพรรคของเราตลอดไปเอาใจช่วยแจกดิจิทัลวอลเล็ตนายสันติยังกล่าวถึงเสียงวิจารณ์นโยบายแจกเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตว่า เรื่องระบบการเงินการคลัง อยู่ที่นายกฯจะระดมเงินอย่างไร เพื่อทำให้ได้ตามนโยบาย นโยบายนี้มาจากผู้นำรัฐบาล เป็นพรรคแกนนำ เรื่องนี้ในพรรคได้มีการพูดคุยกับพล.อ.ประวิตรก็ได้แต่ส่งกำลังใจ ส่วนจะไปวิจารณ์หรือพูดอะไรคงไม่เหมาะสม หัวหน้ารัฐบาลกำลังเร่งรัดทำโครงการให้สำเร็จ การที่ประชาชนจะได้เงินคนละ 1 หมื่นบาท ก็เป็นประโยชน์ เมื่อถามว่าหากโครงการนี้มีการนำเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบ รัฐมนตรีของพรรค พปชร.จะสนับสนุนหรือไม่ นายสันติตอบเลี่ยงๆว่า พูดล่วงหน้าอาจไม่เหมาะเท่าไหร่ ความจริงเรื่องแหล่งเงิน หรือความเหมาะสม ประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ นักวิชาการ หรือผู้บริหารการเงิน ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญก็มีความคิดหลากหลาย การวิจารณ์พูดคุยเพื่อให้โครงการนี้มีประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุด ต้องดูพรรคแกนนำดำเนินการ ส่วนเราเอาใจช่วยตลอดเชิญ “สุทิน” ผบ.ทร.แจงปมเรือดำน้ำผู้สื่อข่าวรายงานจากสภาผู้แทนราษฎรว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 26 ต.ค. มีระเบียบวาระที่น่าสนใจ อาทิ พิจารณาผลการดำเนินการโครงการจัดหาเรือดำน้ำเเบบ S26T ของกองทัพเรือ ความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีเรือหลวงสุโขทัยอับปาง มีการเชิญ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. มาให้ข้อมูล รวมถึงนายสุทิน คลังเเสง รมว.กลาโหม กรณีรัฐบาลไทยจะเปลี่ยนจากการซื้อเรือดำน้ำ มาเป็นเรือฟริเกต หลังมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ตามที่ปรากฏเป็นข่าว นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล โฆษกคณะ กมธ.การทหาร เปิดเผยว่า จะขอที่ประชุมให้มีการถ่ายทอดสดการประชุม กมธ.การทหาร สอดคล้องกับนโยบายของรองประธานรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงาน ให้คุ้มภาษีทุกบาททุกสตางค์ เปิดเผยและโปร่งใส หวังว่า ผบ.ทร.จะให้ความสำคัญเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ.การทหารด้วยตัวเองพริษฐ์แจงคืบหน้าสอบ สส.หื่นสำหรับความคืบหน้ากรณีมีผู้เสียหายร้องเรียนว่าถูก สส.กทม. ย่านฝั่งธนฯ พรรคก้าวไกล คุกคามทางเพศ ลวนลาม แตะเนื้อต้องตัว จนถึงขั้นขอมีเพศสัมพันธ์ ล่าสุดนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ทวีตข้อความชี้แจงว่า ขออนุญาตให้ข้อมูลความคืบหน้าของข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศของ สส.พรรค ก.ก.ที่ปรากฏในข่าว เมื่อพรรคทราบเรื่องว่ามีเหตุการณ์ที่อาจเข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ คณะกรรมการวินัยของพรรคได้เร่งติดต่อไปยังบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย (ผู้ร้องเรียน) ที่ผ่านมาอยู่ในขั้นตอนการรอความพร้อมของบุคคลดังกล่าวเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทราบว่ามีผู้ร้องเรียนทั้งหมด 3 คนลั่นฟันไม่เลี้ยงไม่มีปกป้องคนผิดนายพริษฐ์ระบุอีกว่า คณะกรรมการวินัยของพรรคได้พูดคุยกับผู้ร้องเรียนทั้ง 2 ท่าน รวมถึง สส.ผู้ถูกร้อง ที่เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว คงเหลือผู้ร้องเรียนอีก 1 ท่าน คณะกรรมการวินัยนัดหมายมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในวันที่ 23 ต.ค. เพื่อเดินหน้าตามกระบวนการไปสู่ข้อสรุปที่เป็นธรรมโดยเร็ว พรรค ก.ก.ยืนยันว่าการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ เป็นการกระทำผิดที่ร้ายแรงและยอมรับไม่ได้ หากสมาชิกพรรคคนใดกระทำผิดจริง เราจะดำเนินการลงโทษด้วยมาตรฐานเดียวกันกับสมาชิกทุกคน โดยไม่สนต่อผลกระทบทางการเมืองที่ตามมา และไม่สร้างวัฒนธรรมการปกป้อง หรือปกปิดการกระทำผิดของคนในองค์กร เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายปิยบุตรจี้ตัวต้นเรื่องออกมาขอโทษต่อมานายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ทวีตข้อความระบุว่า เห็นใจนายพริษฐ์ และรองโฆษกฯ และ สส.หญิงอีกหลายคนที่ต้องมารับหน้าที่แบกพรรคแบบนี้ ขอให้กำลังใจ สส.พรรค ก.ก.หลายๆคนที่ออกมาต่อสู้เรื่องนี้ และพยายามผลักดันให้พรรคสร้างระบบทั้งป้องกันและแก้ไขอย่างยั่งยืน สำหรับบุคคลที่ถูกกล่าวหา หากตระหนักว่า ตนเองทำผิดจริง ควรออกมาขอโทษผู้เสียหาย ประชาชน เพื่อน สส. และพรรค ก.ก. มิใช่ปล่อยให้พรรคและคนอื่นต้องมาชี้แจงไม่รู้จักจบจักสิ้น แสดงความรับผิดชอบ ไม่ต้องหนี ยอมรับผิด ขอโทษ พร้อมเข้าสู่กระบวนการ การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อปกป้องตนเอง ไม่ใช่เพื่อปกป้องพรรคก้าวไกล แต่นี่คือมาตรฐานความรับผิดชอบ กล้าเผชิญหน้า และพร้อมจะปรับปรุงแก้ไข เพื่อสร้างมาตรฐานให้พรรคก้าวไกลและสังคมไทย เพื่อร่วมกันยุติความรุนแรงทางเพศและการคุกคามทางเพศ ผบ.ตร.ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” นอน รพ.ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายในเมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นดี อยู่ระหว่างพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำที่อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา รพ.ตำรวจ เนื่องจากป่วยด้วย 4 โรครุมเร้า ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด พังผืดในปอด ความดันโลหิตสูง และกระดูกสันหลังเสื่อม นอนพักรักษาตัวจะครบ 60 วัน ในวันที่ 22 ต.ค. ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่านายทักษิณจะต้องกลับเข้าไปยังเรือนจำหรือไม่ว่า เรื่องนี้ทางกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้พิจารณา พอครบ 60 วันคำวินิจฉัยของแพทย์จะถูกรายงานไปที่กรมราชทัณฑ์ ทางตำรวจจะดูแลในเรื่องของความปลอดภัยให้ ส่วนการพิจารณาว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ ขึ้นอยู่กับกรมราชทัณฑ์ ขณะนี้คำวินิจฉัยของแพทย์อยู่ระหว่างดำเนินการส่งให้กับกรมราชทัณฑ์พิจารณาอีกครั้งราชทัณฑ์แจงพักรักษานอกคุกต่อมาเวลา 16.50 น. เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กรมราชทัณฑ์เผยแพร่เอกสารแจ้งว่า กรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะนี้นายทักษิณ ชินวัตร รักษาตัวที่โรงพยาบาลภายนอกครบ 60 วัน ในวันที่ 21 ต.ค. ความเห็นจากแพทย์โรงพยาบาลตำรวจผู้รักษาเห็นว่ายังจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ส่วนรายละเอียดการเจ็บป่วยเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยและตามจรรยาบรรณแพทย์ ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณชนได้ ทั้งนี้รายละเอียดตามกฎกระทรวง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ ระบุว่า การพักรักษาตัวเกินกว่า 30 วัน ให้มี หนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมความเห็นแพทย์ผู้รักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง หากเกินกว่า 60 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมความเห็นแพทย์ผู้รักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้ปลัดกระทรวงทราบ และการพักรักษาตัวเกินกว่า 120 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมความเห็นแพทย์รักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้รัฐมนตรีทราบ ดังนั้น กรณีนายทักษิณที่ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลภายนอกเกินกว่า 60 วัน ขณะนี้อธิบดีได้มีหนังสือเห็นชอบ พร้อมความเห็นแพทย์ผู้รักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง รายงานให้ปลัดกระทรวงทราบตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยกรมราชทัณฑ์มีสถิติสะสมการส่งผู้ต้องขังป่วยออกรักษาพยาบาลนอกเรือนจำนานเกิน 30 วันขึ้นไป ตั้งแต่ 1 ต.ค.65-ปัจจุบัน รวม 149 ราย แบ่งเป็นเกินกว่า 30 วัน 115 ราย เกินกว่า 60 วัน 30 ราย และเกินกว่า 120 วัน 4 ราย (ข้อมูลสถิติกองบริการทางการแพทย์)อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่