เสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการแจกเงินหมื่นของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ร้อนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ เริ่มต้นด้วยการคัดค้านตามหลักเศรษฐศาสตร์ กลัวว่าจะไม่คุ้มค่า ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบมหาศาล เพราะเศรษฐกิจยังไปได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยัน รวมทั้งฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่องความโปร่งใสในที่สุดก็มาถึงบทร้อนแรง กล่าวหาว่าอาจเกิดการทุจริต สว.สมชาย แสวงการ กล่าวว่า มีคนบางส่วนพยายามหาประโยชน์จากค่าจ้างทำบล็อกเชน 12,000 ล้านบาท เป็นแอปพลิเคชันใหญ่ที่สุด ใช้กับคน 56 ล้านคน อาจมีมาเฟียแปลงเงินดำเป็นเงินขาว เข้ามาซื้อแล้วเบิกเงินรัฐมูลค่านับแสนล้านบาทสว.สมชายเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยหวังผลการเลือกตั้งแน่นอน ที่แจกเงินคนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป เพราะอีกสองปีก็จะมีสิทธิเลือกตั้ง สว.อีกท่านหนึ่งคือนายเฉลิมชัย เฟื่องคอน อภิปรายในวุฒิสภาว่า มีผู้ร้อง กกต.ว่า โครงการเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ฐาน “สัญญาว่าจะให้” แต่ กกต.อ้างว่า ไม่ผิดกฎหมายอ้างว่าเป็นการใช้งบประมาณรัฐ ไม่ใช้เงินส่วนตัว จึงไม่ผิดกฎหมาย สว.เฉลิมชัยกล่าวว่า เป็นความผิดพลาดมหันต์ กกต.ใช้ หลักเกณฑ์ใดตัดสิน และยืนยันว่า “สัญญาว่าจะให้” คือการซื้อเสียงล่วงหน้า ด้วยเงินรัฐ “สัญญาว่าจะให้” ผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีมีคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน กรณีมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจ้างบริษัทในเครือของนายกฯให้จัดทำแอปพลิเคชันรองรับการแจกเงินเป็นเงิน 12,000 ล้านบาท หรือถูกหัก 33% ว่าไม่ใช่ประเด็นแน่นอน ยืนยันว่าบริษัทแสนสิริไม่ได้ทำแอปฯแน่นอน บริษัทเอ็กซ์สปริง แคปปิตอล ที่ตนเคยเป็น กก.ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวนี่คือปัญหาการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยนโยบายลดแลกแจกแถม หรือประชานิยม ที่เริ่มต้นด้วยการแจกรถคันแรก บ้านหลังแรก ก้าวหน้ามาเป็นการแจกเงิน เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหา กระทำผิดกฎหมายต่างๆ และอาจถูกกล่าวหาเอื้อประโยชน์ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เพราะที่ส่วนใหญ่ของงบ 5.6 แสนล้านบาท จะไหลเข้าห้างอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นคดีความ กล่าวหาเรื่องการทุจริต เช่นเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว ที่เป็นโครงการยอดมหาประชานิยม รัฐบาลรับจำนำ (ที่จริงรับซื้อ) ข้าวจากชาวนา “ทุกเมล็ด” ในราคาสูงกว่าตลาดมาก เพื่อหาเสียงกับชาวนา และจบลงด้วยการชี้ขาดของกระบวนการยุติธรรม.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม