ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนว่านโยบายประชานิยม “ดิจิทัลวอลเล็ต” จะออกมาอย่างไรมีแต่เพียงคำมั่นว่าเกิดแน่ เริ่มตั้งแต่ 1 ก.พ.67 เป็นต้นไปที่ขับเคลื่อนอยู่ตอนนี้คือทีมงานอนุกรรมการที่มี “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเป็นระยะๆแต่ก็ยังไม่เคลียร์ทั้งหมดแม้แต่ที่มาของเงินจำนวน 5.6 แสนล้านบาท ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนด้วยการแจกให้ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไปในพื้นที่โดยรอบ 4 กม. หัวละ 10,000 บาทคร่าวๆบอกว่าจะมาจากเงินงบประมาณส่วนหนึ่ง ตัดงบบางกระทรวงออกแล้วนำมาโปะเพิ่ม อีกส่วนจะยืมก่อนจ่ายทีหลังจากธนาคารของรัฐพูดให้ง่ายเข้าก็คือให้แบงก์ไปกู้มาแล้วให้รัฐยืม เพื่อ หลีกเลี่ยงในด้านกฎหมายและวินัยการเงินการคลังที่สำคัญก็คือไม่ต้องผ่านสภาเพราะถ้าไปถึงขั้นนั้นอาจถูกตีตกได้ในความไม่ชัดเจนก็มีข่าวออกมาว่าอาจจะใช้เงินไม่เต็มจำนวนเอาแค่ 4 แสนกว่าล้าน และตัดยอดคนที่จะได้รับให้น้อยลงแต่ก็มีการปฏิเสธว่าไม่จริงเหมือนเดิมทุกอย่างก็คงเป็นอย่างนั้นเพราะที่ผ่านมานับแต่พรรคไทยรักไทยต้นกำเนิดเพื่อไทยประกาศนโยบายอะไรก็มักจะจัดเต็มทุกครั้งงานนี้ก็คงต้องรักษาเกียรติภูมิเอาไว้หลังจากมีเสียงคัดค้านไล่มาเป็นระลอก แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ออกมาตอบโต้เพียงแต่บอกว่าพร้อมรับฟังทุกความเห็นแต่ล่าสุดเริ่มลีลาการเมืองระหว่างเดินทางไปตรวจน้ำท่วมที่พิษณุโลก เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ด้วยการปลุกเร้าให้ประชาชนออกมาส่งเสียงสนับสนุนเท่ากับจะบอกว่าเพื่อโต้กลับพวกคัดค้านนโยบายนี้พูดเป็นนัยๆว่าค้านแค่หมื่นแต่เห็นด้วยเป็นล้านนโยบายนี้มีเดิมพันสูงที่รัฐบาลจะต้องทะลุทะลวงไปให้ได้เพราะประกาศเอาไว้ตอนหาเสียง ถ้าหยุดไม่เดินหน้าต่อก็พังทั้งพรรคความจริงแล้วหากแยกแยะให้ดีเสียงคัดค้านนั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ใช่พวก ตีกินหวังผลทางการเมืองแต่อย่างใดที่สำคัญเปิดเผยตัวตนชัดเจนทำให้น้ำหนักของเหตุผลเป็นเรื่องที่ปฏิเสธยากว่าต้องฟังอย่างผู้มีปัญญาที่เกรงว่าจะเกิดปัญหาทางด้านการเงินของประเทศความคุ้มค่าในยามที่เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยสดใสนักการใช้เงินก้อนโตๆอย่างนี้ทีเดียวมันจึงไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง ดังนั้นรัฐบาลจึงควรจะคิดและไตร่ตรองให้รอบคอบที่สำคัญจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วยป.ป.ช.โดดลงมาเล่นเรื่องนี้เองด้วยการตั้งคณะกรรมการศึกษา จากนั้นจะส่งให้รัฐบาลนำไปพิจารณาเพราะมันมีผลกระทบทั้งระบบหากดึงดันต่อไปอาจมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องใช้ข้อกฎหมายมาบังคับเพื่อไม่ให้มีการดำเนินการต่อไปดีไม่ดีรัฐบาลอาจอายุสั้นเพราะเรื่องนี้ก็ได้!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม