ไปกันใหญ่ สส.พรรคเพื่อไทยดาหน้าออกมาปกป้องนโยบายยอดมหาประชานิยม แจกเงินคนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 1 หมื่นบาท สส.บางคนชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้กดดันให้ประชาชนออกมาเชียร์รัฐบาล เพียงแต่อยากให้กองเชียร์เปล่งเสียงสนับสนุน บางคนเยาะเย้ย ว่าใครคัดค้านให้แจ้งสละสิทธิ์รับเงินคล้ายกับจะบอกว่าใครไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ให้สละสิทธิ์ของพลเมืองไทย นี่คือประชาธิปไตยแบบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ “เงิน” ใครๆก็อยากได้ ไม่ว่าจะเป็นยาจกหรือมหาเศรษฐี เพียงแต่ถามถึงเหตุผลของการแจก สมเหตุสมผลหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ มีช่องทางอาจนำไปสู่การทุจริตหรือไม่ไม่ใช่แค่ 99 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศเท่านั้น ที่คัดค้านโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาท ให้ประชาชน 56 ล้านคน ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท เป็นการคัดค้านในด้านวิชาการ แต่รัฐบาลยืนยันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด แจกทั้งคนรวยคนจน เพราะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านหนึ่ง เตือนด้วยความเป็นห่วง อาจกลายเป็นการแจกเงินคริปโต มีค่าธุรกิจบริการ อาจผิดกฎหมาย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. เตือนว่าในระดับนโยบายไม่มีการทุจริต แต่การทุจริตอาจเกิดขึ้นได้ในระดับปฏิบัติ อย่าคิดว่าที่ปรึกษากฎหมายเก่งมีคำโบราณกล่าวว่า “จิ้งจกทักก็ต้องฟัง” นอกจากเสียงคัดค้านและเสียงเตือนข้างต้นแล้ว ยังมีสัญญาณเตือนจาก ป.ป.ช. ที่ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบ ถ้าเสี่ยงต่อการทุจริต ป.ป.ช.จะเตือนรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่ฟังและเกิดความเสียหายขึ้น จะต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับโครงการรับจำนำข้าวโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นโครงการประชานิยมระดับคลาสสิก สาระสำคัญของโครงการคือ รัฐบาลทุ่มเงินซื้อข้าวเปลือก “ทุกเมล็ด” จากชาวนา ด้วยราคาที่สูงกว่าตลาดมาก แต่นำข้าวออกมาขายในราคาตลาด ขาดทุนอัครมหาศาล จนโครงการเจ๊ง เพราะรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนานำไปสู่โศกนาฏกรรม ชาวนาหลายคนฆ่าตัวตาย เพราะไม่มีเงินใช้หนี้ เพราะรัฐบาลไม่จ่ายค่ารับจำนำข้าว เกิดเป็นคดีความ นายกรัฐมนตรีต้องคำ พิพากษาจำคุก 5 ปี ฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดทุจริต รัฐมนตรี 2 นาย ถูกจำคุกหลายสิบปี และยังติดอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจชื่อดัง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม