กรณีเหตุร้ายสะเทือนหัวใจที่ผู้กระทำความผิดเป็นเพียง “เด็ก” ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย...เป็นผู้ที่กำลังจะเติบโตขึ้นมาเป็น “เยาวชน” ที่จะได้สร้างสังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า...แทนที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์แต่กลับกลายมาเป็น “ผู้ทำลาย” ไปในที่สุดพระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม.บอกว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาให้ความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือในการเลี้ยงดูลูกหลานของครอบครัวเราให้เติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรอันสำคัญของประเทศให้ดีที่สุดในวันข้างหน้า พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก“คาถา 7 ข้อ”...ต่อจากนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ประการที่หนึ่ง...ขอจงเลี้ยงดูลูกด้วยศีล “ศีล”...คือ “ความเย็น” หรือ “ความปกติ”“ธรรมชาติชีวิตของเด็กเมื่อเกิดมาลืมตาดูโลกจะเป็นชีวิตที่สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมองใดๆทั้งสิ้น เราจึงได้เปรียบเสมือนเด็กเป็นผ้าขาวที่บริสุทธิ์ เราจะให้ผ้าขาวนั้นเป็นเช่นใดหรือเป็นสีใดตามที่ต้องการก็สามารถดำเนินการตามความประสงค์ได้”ชีวิตของเด็กก็เช่นเดียวกัน พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่เลวก็จะอยู่ที่ผู้เป็นบิดาหรือมารดา รวมถึงญาติพี่น้องที่อยู่ใกล้ชิดเป็นผู้ยื่นหรือผู้กำหนด เพราะการเลี้ยงดูหรือการฝึกอบรมบ่มนิสัยเด็กเป็นหัวใจอันสำคัญยิ่ง...เลี้ยงดูเด็กเช่นใดผลก็จะเป็นเช่นนั้น“เลี้ยงเด็กด้วยสิ่งที่ดีทั้งกาย วาจา และใจ เด็กก็จะเติบโตขึ้นมาดีทั้งกาย วาจา และใจ แต่ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยกายก็ไม่ดี วาจาก็ไม่ดี ใจก็ไม่ดี รวมถึงเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีไปด้วยแล้ว ผลร้ายก็จะติดตามมา”ดังนั้น...การเลี้ยงลูกด้วยการมีศีล มีความเย็น มีความปกติ ให้ชีวิตของเขาไม่มีความวิปริตปราศจากความร้อนใดๆทั้งสิ้นจะได้ชื่อว่า “เลี้ยงลูกของเราด้วยศีล”ประการที่สอง...ขอจงเลี้ยงลูกด้วยสมาธิ สมาธิคือความนิ่ง ความแน่วแน่ ธรรมชาติชีวิตของเด็กเมื่อมีความบริสุทธิ์ย่อมจะมีความนิ่ง มีความแน่วแน่ ขอจงฝึกลูกของเราให้เป็นเด็กที่มีสมาธิดี มีอารมณ์ที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวหรือว่อกแว่กไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวของเขา“เมื่อเด็กมีสมาธิดีความจำในการเรียนรู้ก็จะดีไปด้วย สุดท้ายก็จะเป็นผลดีต่อเด็กโดยตรง...ในทางตรงกันข้ามถ้าเด็กไม่มีความนิ่ง ไม่มีความแน่วแน่ สมาธิไม่มั่นคงแล้ว การที่จะเรียนรู้หรือรับรู้ก็มีน้อยลงไป ความจำที่ดีก็จะไม่เกิดขึ้น จะเป็นผลเสียต่อเด็กโดยตรง การเลี้ยงดูหรือการที่จะฝึกสอนแต่ในสิ่งที่ดีก็จะไม่ได้ผล” ประการที่สาม...ขอจงเลี้ยงลูกด้วยปัญญา เด็กทุกคนที่เกิดมาล้วนมีปัญญาที่จะเรียนรู้หรือรับรู้ด้วยกันทั้งนั้น การเลี้ยงดูด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจจนเกิดปัญญาที่แจ่มแจ้ง ไม่ว่าจะเรียนรู้ด้านการดำรงชีวิตประจำวัน การเข้าเรียนในสถานศึกษาเพื่อให้เกิดปัญญามากขึ้น“การให้ปัญญาที่เสมอต้นเสมอปลายและเหมาะสมกับการรับรู้หรือความต้องการของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญ บางกรณีเด็กได้เรียนรู้น้อยจนเกินไปก็เกิดผลเสียติดตามมา บางกรณีเด็กได้เรียนรู้มากจนเกินไปจนรับไม่ได้หรือรับไม่ไหวก็จะเกิดสติแตกปัญญาเพี้ยนไป ทำให้เด็กเสียผู้เสียคนไปก็มีให้เห็นมามากแล้ว”ดังนั้นการให้ “ปัญญา” แก่เด็กจึงควรคำนึงถึง “ปริมาณ” หรือการรับได้ของเด็กด้วยประการที่สี่...ขอจงเลี้ยงลูกด้วยเมตตา เมตตาคือความสงสาร เราซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ให้กำเนิดลูกมาควรปลูกฝังให้เด็กมีพื้นฐานแห่งความเมตตา โดยที่เราเป็นผู้แสดงให้เขาเห็นก่อนว่าผู้สอนเป็นผู้มีเมตตา มีความสงสารในชีวิตของคนอื่น มีความสงสารในสิ่งที่อยู่รอบข้าง...ในเพื่อนทุกชีวิตที่อยู่ร่วมโลก คนเราเมื่อมีความสงสารเป็นที่ตั้งแล้ว จิตใจที่ดีงามด้านอื่นก็จะติดตามมา พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้ว่า “โลโก ปตฺถมฺภิกา เมตตา แปลความว่า เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” ความเมตตาย่อมทำให้โลกสงบและเยือกเย็นนั่นเอง ดังนั้นความเมตตาเกิดขึ้นกับเด็กหรือลูกหลานของคนใดย่อมมีประโยชน์ที่สำคัญ...มีคุณค่าต่อคนอื่นอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อชีวิตและอนาคตของเด็กคนนั้นๆประการที่ห้า...ขอจงเลี้ยงลูกด้วยกรุณา กรุณาคือการรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อตกทุกข์ได้ยาก การคิดจะช่วยเหลือคนอื่นถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญในสังคมเรา เพราะคนที่คิดจะช่วยเหลือด้วยความหวังดีหรือความบริสุทธิ์ใจเป็นคนที่มีหัวใจอันประเสริฐและงดงามเมื่อพบเห็นคนอื่นเดือดร้อนก็มีจิตเป็นทุกข์เป็นร้อนไปด้วยแล้วยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือจากสิ่งที่กำลังจะเลวร้ายก็จะได้กลายเป็นดีขึ้นมา ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น...“อันความกรุณาปรานีจะมีใครบังคับก็หาไม่” ความกรุณาจึงเป็นผลดีต่อทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกใบนี้ประการที่หก...ขอจงเลี้ยงลูกด้วยมุทิตา มุทิตาคือการพลอยยินดีเมื่อคนอื่นได้ดีหรือประสบความสำเร็จขึ้นมา ทางพระจึงเรียกว่า “อนุโมทนา” คนที่รู้จักยินดีเมื่อคนอื่นได้ดีหรือมีความสุขย่อมได้ชื่อว่าเป็นคนที่มี “สุขภาพจิตดี” ผิดกับคนบางคนเมื่อพบเห็นคนอื่นได้ดีหรือประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่งก็เกิดอาการ “อิจฉาริษยา” ขึ้นมาด้วย...ยิ่งเห็นคนอื่นได้ดีแล้วมีจิตอิจฉาริษยาอยู่ร่ำไป คนประเภทนี้จะกลายเป็นคนที่ “สุขภาพจิตไม่ดี” ไปในที่สุด“เราจึงจำเป็นต้องพร่ำสอนลูกของเราให้รู้จักมีมุทิตาจิตกับผู้อื่นอยู่สม่ำเสมอ ถ้ามีโอกาสก็นำลูกของเราหรือสมาชิกในครอบครัวของเราไปแสดงออกถึงการมีมุทิตาจิตกับคนอื่นก็จะเป็นการปลูกฝังและสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับลูกหลานเราได้อย่างดี”ประการที่เจ็ด...ขอจงเลี้ยงลูกด้วยอุเบกขา อุเบกขาคือการวางเฉย ชีวิตของเราย่อมมีทั้งดีใจและเสียใจ มีทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งสมหวังและไม่สมหวัง ไม่มีชีวิตใดที่ได้รับแต่ฝ่ายบวกเพียงฝ่ายเดียว ย่อมมีทั้งฝ่ายลบคละเคล้ากันไป เราจะไปยึดติด...คล้อยไปตามเหตุการณ์และอารมณ์นั้นๆทุกกรณีเสมอไปก็ไม่ได้จำเป็นต้องรู้จักปล่อยวาง เข้าใจในไตรลักษณ์คือ “ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา” ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีทุกข์ มีความไม่แน่นอน มีความมิใช่ตัวตนว่าตัวเราของเราที่จะสามารถบังคับหรือกำหนดได้ทุกเรื่อง การวางเฉยหรือการรู้จักปล่อยวางจะเป็นพื้นฐานให้ลูกของเราได้เข้าใจถึงความเป็นจริงของชีวิต...ไม่ยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไปจนก่อให้เกิด “ความทุกข์” ขึ้นมา การที่เราจะเลี้ยงลูกของเราหรือหลานของเราให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็น “เด็กที่ดีหรือเยาวชนที่ดี” เป็นพลเมืองที่ดี...เป็นทรัพยากรของสังคมและประเทศชาติที่ดีได้ ไม่กลายเป็น “เด็กเลว” ไม่กลายเป็น “เนื้อร้ายให้กับสังคม” จึงควรเริ่มต้นที่ดีในวันนี้ ด้วยการรู้จักนำเอา “ธรรมะ” มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้อีกทั้งผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ในสังคมทุกระดับชั้นจะต้องประพฤติตนให้เป็น “ตัวอย่างที่ดี” ทั้งต่อหน้า...ลับหลังให้ลูกหลานของเราได้สัมผัส พบเห็นแต่ในสิ่งที่ดีนับตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนถึงหลับตานอนในวันนั้นๆบรรยากาศของความดีความสุขที่ลูกหลานของเราได้รับนี้ย่อมเป็นปราการมิให้พวกเขาคิดชั่วพูดชั่วทำชั่วเพราะสิ่งที่ดีอันเกิดจาก “การกระทำ ของผู้ใหญ่” ได้กลายเป็น “คำสอนที่ดี” มีพบเห็นเป็นประจำอยู่แล้ว“ความรู้” และ “ความเข้าใจ” ตลอดถึงความร่วมมือเท่านั้นที่จะกลายเป็นเกราะกำบังมิให้สิ่งชั่วร้ายตกถึงเด็กซึ่งเป็นลูกหลานของสังคมเรา.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม