เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง หัวเราะนิดๆตอนที่บอกว่า กำลังไปธุระที่ห้างสรรพสินค้าที่เพิ่งมีข่าวดังไปทั้งโลก แล้วส่งข่าวตามหลัง มีทั้งคนไทยทั้งไม่ใช่ไทย เบียดเสียดกันไปแน่นขนัดผมดีใจ...ที่มวลมนุษย์เราเข้าใจตรงกัน...เรื่องร้ายๆหากว่ามันจะเกิด มันก็แค่ “ก้อนอิฐก้อนเดียว” ที่โยนลงไปในสระแหน ประเดี๋ยวประด๋าวทุกอย่างก็กลับคืนเหมือนเก่าไม่เห็นจะมีอะไรในกอไผ่ ให้ต้องตระหนกตกใจกันไปเกินเลยฉากบางๆที่ซ่อนอยู่หลังข่าวร้าย...ข่าวล่า อยู่ที่สื่อทั้งหลาย ทั้งกระแสหลัก กระแสรอง ต่างก็ทำงานอยู่ในกรอบ...ที่ไม่ละเมิดสิทธิครอบครัวนั้น ตามคำทักท้วงห่วงใยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผมมีเรื่องที่เพิ่งอ่านเจอ...แล้วก็อยากเอามาเล่าต่อในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับชำระเพิ่มเติม พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ.2547 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ท่านค้นคว้าเรื่อง...เมืองตักสิลา ที่มีเรื่องลึกๆซ่อนลึกเร้น ที่รู้แล้วขนลุกซู่เอาไว้รู้จัก ตักสิลา กันก่อน...นี่คือ นครหลวงแห่งแคว้นคันธาระ แคว้นหนึ่งใน 16 แคว้นแห่งชมพูทวีป มีชื่อเสียงเลื่องลือมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์เคยรุ่งเรืองด้วยศิลปวิทยาต่างๆ เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุด ที่บัดนี้หายสาบสูญไปแล้ว เหลือบริเวณซากโบราณสถาน ให้สันนิษฐานในเขตแคว้นปัญจาบ ประเทศปากีสถาน ฯลฯจากราชธานีที่มั่งคั่งรุ่งเรืองสืบต่อหลายศตวรรษ ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงพุทธศตวรรษที่ 11 มีเรื่องเล่าไว้ในชาดกเป็นอันมาก มีสำนักทิศาปาโมกข์สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆแก่ศิษย์ที่มาจากทุกถิ่นในชมพูทวีปแต่ในยุคก่อนพุทธกาล ชนวรรณะสูงเท่านั้น จึงมีสิทธิ์เข้าเรียนได้ บุคคลมีชื่อเสียง เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล เจ้ามหาลิจฉวี พันธุลเสนาบดี ชีวกโกมารภัจจ์ และองคุลีมาลต่อมาภายหลังพุทธกาล ตักสิลาถูกพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชกษัตริย์กรีกยึดครอง มีหนังสือที่ชนชาติกรีกกล่าวถึงขนบ ธรรมเนียมประเพณีว่าชาวตักสิลาที่ยากจนไม่สามารถปลูกฝังธิดาให้มีเหย้าเรือนตามประเพณีได้ ก็นำธิดาไปขายที่ตลาด โดยเป่าสังข์ตีกลองเป็นอาณัติสัญญาณประชาชนก็พากันมาล้อมดู ถ้าผู้ใดชอบใจ ตกลงราคากันได้ ก็นำไปเป็นภรรยาและในยุคสมัยนี้ ในตักสิลา หญิงที่สามีตาย จะต้องเผาตัวตาย ไปกับสามีคนสมัยใหม่ โดยเฉพาะคนที่จริงจังในความเชื่อเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิในความเป็นมนุษย์ รู้เรื่องนี้แล้วก็คงต้องครางฮือ! ก็ไหนว่า ตักสิลาเป็นเมืองที่เลิศล้ำไร้เทียมทานเรื่องการศึกษาแต่เหตุไฉนระดับจิตใจของมนุษย์ด้วยกัน จึงยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กดขี่สตรีไว้ราวกับพวกเธอไม่ใช่มนุษย์หรือว่า เป็นเรื่องของผู้คนในศาสนาหนึ่ง ไม่ใช่พุทธศาสนา ...ท่านอาจารย์พระมหาประยุทธ์เล่าไว้ต่อว่า นับแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นต้นมา ตักสิลาเป็นนครที่รุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนา เจริญขึ้นมาเคียงข้างศาสนาฮินดูเอาเป็นว่า หญิงที่สามีตาย ต้องเผาตัวตามสามี เป็นประเพณีสตรี ของฮินดู ไม่ใช่เรื่องของชาวพุทธก็แล้วกันยุคสมัยหนึ่งที่เชื่อกันว่า มนุษย์ก้าวหน้าด้วยศิลปะวิทยาการ ระดับจิตใจของความเป็นมนุษย์...ก็ไม่สูงตามไปด้วยมาถึงโลกวันนี้ที่มนุษยชาติพัฒนาก้าวหน้า ขนาดส่งคนไปสำรวจดาวอื่นๆในจักรวาล...แต่มนุษย์ที่เก่งกาจก้าวหน้าในหลายมุมโลก ก็ใช้ความเก่งกาจ นั้นทำสงครามห้ำหั่นกันและกัน ไม่หยุดหย่อนกันเลย.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม