รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายปราบยาเสพติดให้เห็นผลใน 1 ปีกวาดล้างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขน ผู้ขาย ยึดอายัดทรัพย์เครือข่ายค้ายาเสพติดอย่างถึงลูก ถึงคนเปิดเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจัดการทำลายแหล่งผลิตยาบ้าตั้งแต่ต้นตอเร่งบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาอย่างจริงจัง เพื่อคืนชีวิตใหม่ให้กลับคืนสู่ครอบครัวและเป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไปเหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในยุครัฐบาลไทยรักไทย“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า สถานการณ์ยาเสพติดยุครัฐบาลไทยรักไทยกับยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยแตกต่างกันวันนี้สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติยาบ้าเต็มเมืองยาบ้าราคาถูก แถมหาซื้อง่าย ทำให้คนไทยตกเป็นทาสยาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจข้อมูลผู้เสพยาบ้าทั่วประเทศกว่า 1.8 ล้านคนแยกเป็นกลุ่มอันตราย อาการคลั่งยา 3.6 หมื่นคนกลุ่มติดยาบ้าที่อาจเกิดอาการหลอนยาอีก 4.2 แสนคนมีกลุ่มเสพยาบ้าแต่ไม่ถึงขั้นหลอนยาอีก 1.4 ล้านคนข้อสำคัญ ปริมาณยาบ้าที่ไหลทะลักเข้าประเทศไทยไม่ใช่ระดับหมื่นเม็ด หรือแสนเม็ดอย่างที่ผ่านมาแต่มันขนยาบ้าครั้งละล้านเม็ด หรือหลายล้านเม็ดขึ้นไป!!สถิติย้อนหลังแค่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจับยึดยาบ้าได้แล้วกว่า 30 ล้านเม็ดลอตใหญ่สุดที่ “พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” ผบ.ตร.คนใหม่ ยกทีมมือปราบไปจับมากับมือยึดยาบ้าของกลางมากถึง 15 ล้านเม็ด เฮโรอีน 443 แท่ง และยาไอซ์อีก 420 กก.วันที่ 5 ต.ค. ตำรวจจับยาบ้าเพิ่มอีกกว่า 6.7 ล้านเม็ดล่าสุดวันที่ 11 ต.ค. ตำรวจสกัดขบวนการขนยาบ้าที่โคราชอีก 4.8 ล้านเม็ดวันเดียวกันจับผู้ต้องหาขนยาบ้าที่จังหวัดพิจิตรอีก 6.7 ล้านเม็ดยังจับกุมคนในเครื่องแบบขนยาบ้าคาหนังคาเขาอีกกว่า 2 ล้านเม็ดผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่ารับจ้างขนยาบ้ามาแล้ว 15 ครั้งเพิ่งโดนตำรวจจับครั้งนี้!!“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงบัดนี้ (10 เดือน) ตำรวจ-ทหาร สกัดจับยึดยาบ้าที่ลักลอบขนข้ามชายแดนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 90 ล้านเม็ดถึงสิ้นปีนี้ต้องจับขบวนการขนยาบ้าทะลุ 100 ล้านเม็ดหากตำรวจไทยสามารถจับกุมขบวนการขนยาบ้าได้ 20 เปอร์เซ็นต์จะมียาบ้าที่หลุดรอดหูรอดตาตำรวจไปได้อีก 80 เปอร์เซ็นต์ถ้าสิ้นปีนี้ ตำรวจจับยึดยาบ้าได้ 100 ล้านเม็ดแสดงว่าปีนี้มียาบ้าลักลอบเข้ามากองอยู่ในเมืองไทยไม่ต่ำกว่า 400 ล้านเม็ดหากลักลอบส่งยาบ้าออกไปต่างประเทศ 100 ล้านเม็ดเท่ากับยังเหลือยาบ้าแพร่กระจายในบ้านเราอีก 300 ล้านเม็ดนโยบายปราบยาเสพติดให้เห็นผลใน 1 ปีท่าจะยากกว่าที่คิดซะแล้วโยม.“แม่ลูกจันทร์”คลิกอ่านคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” เพิ่มเติม