ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน การแถลงข่าวด่วนของ ทีมดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อบ่ายวันจันทร์ นำโดย คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ คุณกฤษฎา จีนะวิจารณะ สองรัฐมนตรีช่วยคลัง หลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์กว่าร้อยคน นำโดย ดร.วิรไท สันติประภพ ดร.ธาริษา วัฒนเกส สองอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ ออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้ทบทวน โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้กับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป 56 ล้านคน ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาลสูงถึง 560,000 ล้านบาท เท่ากับ 16% ของงบรายจ่ายปี 2567 แต่ยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดการแจกเงินและที่มาของเงินได้จนกว่าจะถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้เป็น คำตอบที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเหมือนเดิม ท่ามกลางข้อสงสัยมากมายคุณจุลพันธ์ รัฐมนตรีช่วยคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แถลงเป็นคนแรก ระบุถึงเหตุผลที่ต้องมีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตว่า วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาสะสมมาก จนกระทั่งประชาชนส่วนใหญ่มีความยากลำบาก ตัวเลขหลายตัวชี้ชัดว่า รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง การเก็บภาษีบางส่วนที่ลดลง ดัชนีภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากระดับ 40 ขึ้นสู่ระดับ 60 กว่า มูลหนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้จึงจำเป็น เพื่อรีสตาร์ตชีวิตของประชาชนความตกต่ำของเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 ปี ที่ คุณจุลพันธ์ แถลงมานั้น เป็นช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิวัติยึดอำนาจเป็นรัฐบาลบริหารประเทศมาตั้งแต่ปี 2557 นานถึง 9 ปี ไม่น่าเชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศจะเสียหายมากมายขนาดนี้จากคำแถลงของ คุณจุลพันธ์ ดูเหมือน แนวคิดหลักที่จะให้เงินดิจิทัลหมื่นบาท ต้องใช้ให้หมดใน 6 เดือน ใครใช้ไม่หมด เงินที่เหลือจะหมดอายุไปโดยอัตโนมัติ ได้มีการ เปลี่ยนหลักการใหม่ เป็น ใช้ได้นานกว่า 6 เดือน โดย กำหนดให้มีการใช้ครั้งแรกก่อน 6 เดือน ส่วน กรอบระยะทาง 4 กม. อาจขยายเป็นตำบล อำเภอ หรือจังหวัด คาดว่าจะสรุปในสิ้นเดือนนี้ รวมทั้งที่มาของเงิน ซึ่งจะ เอาเงินแบงก์รัฐไปแจกก่อน แล้วตั้งงบประมาณจ่ายคืนทีหลัง เหมือน ธ.ก.ส. แต่จะจ่ายคืนได้จริงหรือไม่ ธ.ก.ส.เป็นตัวอย่างที่ดีสรุปโดยสรุปจากการแถลงข่าวด่วนของ คุณจุลพันธ์ รัฐมนตรีช่วยคลัง ก็คือ ยังไม่นิ่งยิ่งฟัง คุณเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีคลัง หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนนโยบายนี้ ก็ยิ่งสับสน คุณเผ่าภูมิ บอกว่า การเติมเงินครั้งนี้มีเงื่อนไข ไม่เหมือนการเติมเงินในอดีตที่ไม่มีเงื่อนไข (ที่จริงมีเงื่อนไข เช่น คนละครึ่ง) เปรียบเทียบกันไม่ได้ การกระจายเม็ดเงินที่สูงถึง 10,000 บาทต่อคน แตกต่างจากการแจกเงินแบบกะปริบกะปรอยในช่วงที่ผ่านมา การแจกเงินครั้งนี้ไม่ใช่การกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่เกินกว่าการบริโภค เป็นการกระตุ้นการลงทุน และ เป็นการลงทุนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในชุมชนขนาดเล็ก เกิดในหมู่บ้านอย่างกระจัดกระจาย การคิดคำนวณผลทางเศรษฐกิจ ต้องคิดถึงผลประโยชน์การสร้างอาชีพใหม่ สร้างการลงทุนใหม่ๆ ให้ประชาชนในพื้นที่ลืมตาอ้าปากจากรายได้ใหม่ ความเหลื่อมล้ำจะลดลงจากโครงการนี้ก็เป็น ความฝันที่สวยหรู ของคนหนุ่มอย่าง คุณเผ่าภูมิแต่ ในชีวิตจริงตามหมู่บ้านห่างไกล แม้แต่รถขายสินค้าสารพัดที่เรียกกันว่า “รถพุ่มพวง” รัฐบาลก็ปล่อยให้ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ไปแย่งชาวบ้านทำมาหากิน รถพุ่มพวงห้างยักษ์วิ่งไปขายของแทบทุกหมู่บ้านห่างไกล มีข้าวของครบทุกอย่าง ชาวบ้านมีแต่ซื้ออย่างเดียว ให้ชาวบ้านเอาเงินแจกไปลงทุนแข่ง ก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊งลูกเดียว การช่วยเหลือคนยากจนเป็นเรื่องดี แต่คิดผิดควรคิดใหม่ได้ อย่าดันทุรัง ทางเลือกอื่นมีอีกเยอะ เงินที่เอาไปแจก 560,000 ล้านบาท เป็นเงินภาษีของชาติ นะครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม