ปัญหาสำคัญทางการเมืองในขณะนี้มีอยู่ 2 ประเด็น เรื่องแรกคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ เรื่องที่สองคือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้กระทำผิดในการชุมนุมทางการเมือง เสนอโดยพรรคก้าวไกล ทั้งสองพรรคเคยเป็นพันธมิตรที่แน่นปึ้ก แต่วันนี้ พ.ท.เป็นฝ่ายรัฐบาลส่วนพรรคก้าวไกลกำลังจะเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อศึกษาการทำประชามติและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เริ่มประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้ และคาดว่าจะลงประชามติต้นปี 2567จากคำชี้แจงของประธานคณะกรรมการ มีแนวโน้มว่าจะไม่แก้ไขทั้งฉบับ อย่างน้อยก็ยกเว้นหมวด 1 กับหมวด 2 อันที่จริง ถ้าจะถามผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ แค่ว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับการแก้ไข ไม่จำเป็นต้องลงประชามติให้เสียงบประมาณแผ่นดิน พอๆกับการเลือกตั้งใหญ่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องการโละ รัฐธรรมนูญ 2560 อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินทำประชามติ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติป้องกันตนเอง คือถ้าจะแก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้แต่มาตราเดียว ก็ต้องทำประชามติเพื่อไม่ให้แก้ไขง่ายๆ ทำลายการสืบทอดอำนาจพรรคก้าวไกลคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย และถอนตัวจากการเป็นกรรมการศึกษาแนวทางแก้ไข ส่วนพรรคเพื่อไทยก็แสดงท่าทีคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของพรรคก้าวไกล เตือนว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมรอบใหม่ และคัดค้านการนิรโทษกรรม ให้ผู้กระทำผิด ม.112ม.112 กลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมห้ามแตะ ห้ามยกเลิก ห้ามแก้ไข ทั้งๆที่คณะรัฐประหารเคยแก้ไขมาแล้ว เมื่อปี 2519 โดยเพิ่มโทษจากเดิมที่ให้จำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี กลายเป็นเครื่องมือการเมืองที่กลั่นแกล้งกันการแข่งกันเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็ได้เปรียบหลายขุม เพราะคุมเสียงข้างมาก แม้พรรคก้าวไกลจะมีรองประธานสภาฯ ฝากไว้กับพรรคอื่น แต่รองประธานจะช่วยอะไรได้ เพราะไม่มีอำนาจเด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภา.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม