ยิ่งเตือนยิ่งรั้น ยิ่งห้ามยิ่งดื้อ นี่คืออาการของคุณเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลัง กับพลพรรค สส.เพื่อไทย ที่หมายมั่นทำคลอดนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทให้ได้ ท่ามกลางเสียงทักท้วงด้วยเหตุด้วยผลจากเหล่านักเศรษฐศาสตร์ กูรูและผู้คร่ำหวอดในแวดวงเศรษฐกิจ ติงว่าการทุ่มเงิน 560,000 ล้านบาท กับนโยบายนี้ไม่คุ้มค่าความเสี่ยงทีแรกคุณเศรษฐายังเก็บทรงได้ดี ทำใจเย็นยิ้มได้ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ บอกว่าพร้อมรับฟังทุกความเห็นต่างเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข แต่พอเจอ แถลงการณ์จาก 99 นักวิชาการและคณาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีคุณวิรไท สันติประภพ และคุณธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการ ธปท. ร่วมลงชื่อด้วย เรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว ก็ทำเอาคุณเศรษฐาต้องงัดลูกเล่นแบบนักการเมืองมาใช้ทันที อ้างเสียงประชาชนรากหญ้าหลายสิบล้านคนต้องการรับแจกเงินหมื่นพอนายกฯส่งสัญญาณบู๊แบบนี้ บรรดา สส.โทรโข่งพรรคเพื่อไทยก็ตามแห่ทันที แข่งกันอวดฝีปากตอกกลับนักเศรษฐศาสตร์โดยขาดองค์ความรู้ เข้าทำนองด่าโชว์เจ้านาย แทนที่จะได้สาระแง่คิดเพื่อหาจุดสมดุลให้เกิดประโยชน์กับประเทศ กลับกลายเป็นเปิดศึกวิวาทะไปซะอย่างงั้นเท่าที่ติดตามเสียงวิจารณ์นโยบายนี้มาตลอด ต้องถือแถลงการณ์จาก 99 นักวิชาการได้รวบรวมประเด็นข้อวิตกกังวลในแง่มุมต่างๆได้ครบถ้วน สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้1.เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะฟื้นตัว ไม่จำเป็นที่รัฐต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นการบริโภคส่วนบุคคล ทั้งยังเสี่ยงเกิดเงินเฟ้อและต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก 2.นโยบายนี้ไม่สมเหตุสมผลต่อการสร้างภาระหนี้สาธารณะ เป็นภาระแก่คนรุ่นต่อไป และทำให้รัฐเสียโอกาสลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่น 3.การเติบโตของจีดีพีอาจไม่ได้เพิ่มมากอย่างที่คาดหวัง และไม่มีใครเสกเงินได้ สุดท้ายประชาชนต้องจ่ายคืนเสมอ เช่น จ่ายภาษีเพิ่มขึ้น หรือราคาสินค้าแพงขึ้น4.ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะออกพันธมิตร หรือกู้เงินจากสถาบันการเงินมาทำนโยบายนี้ ก็ต้องเผชิญอัตราดอกเบี้ยสูง 5.เป็นการดำเนินนโยบายการคลังที่ไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง ไม่เหลือ “ที่ว่างทางการคลัง” ไว้รองรับวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต จะส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ 6.เป็นนโยบายสร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างยิ่ง เศรษฐีและมหาเศรษฐีล้วนได้รับเงินช่วยเหลือ ทั้งๆที่ไม่จำเป็น7.ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระการใช้จ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเพิ่มขึ้นมาก ผู้บริหารประเทศควรใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า 8.ระบบบล็อกเชนไม่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกรรมจำนวนมากในเวลาพร้อมกันแถลงการณ์ยังย้ำว่า แม้รัฐบาลจะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่ทำลายความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว หากจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนรายได้น้อย ก็ควรทำแบบเฉพาะเจาะจงแทนการเหวี่ยงแหไม่ว่าเสียงคัดค้านจะดังแค่ไหน ถึงวันนี้คงยากที่คุณเศรษฐาและพรรคเพื่อไทยจะหันหลังกลับ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ประชานิยม แต่ยกระดับเป็นการเมืองนิยมไปแล้ว ชาวบ้านร้องเรียก “เศรษฐาเป็นนายกฯ ประชาชนเป็นเศรษฐี” ก็หวังว่าจะไม่ใช่เป็นเศรษฐีแค่ 6 เดือน แล้วต้องเป็นหนี้อีกหลายปีการหว่านเงินลงถึงรากหญ้า 560,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนแน่ แต่ผลลัพธ์จะคุ้มค่าขนาดไหน นอกจากนี้แจกแจงที่มาของเม็ดเงินแล้ว ผมอยากเสนอให้รัฐบาลชี้แจงให้ชัดว่า นโยบายนี้ก่อหนี้เท่าไหร่ คาดหวังจีดีพีจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ได้ตามเป้าจะรับผิดชอบอย่างไร ค่าเสียโอกาสของประเทศในด้านอื่นๆจะชดเชยเมื่อไหร่อย่างไร และหนี้ที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลากี่ปีจะชำระหมดนักเศรษฐศาสตร์มีแง่คิดตามหลักวิชาการ นักการเมืองก็มีมุมมองแบบการเมือง ไม่มีใครรู้ว่านโยบายวันนี้จะสัมฤทธิผลในวันหน้าจริงหรือไม่ แต่เมื่อกล้าเอาประเทศไปเสี่ยง ก็ต้องกล้าประกาศความรับผิดชอบ.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม