นักการเมืองกับนักวิชาการมองโลกต่างกัน อย่างโครงการที่ชาวบ้านเรียกว่า “แจกเงินหมื่น” นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นนักการเมืองใหม่ ชี้แจงว่าต้องทำตามคำสัญญาหาเสียง แต่ 99 นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก มองในด้านเศรษฐกิจไม่คุ้มค่าแถลงการณ์ของคณะนักเศรษฐ ศาสตร์ ระบุว่าการแจกเงิน 5.6 แสนล้านบาท ให้คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 10,000 บาท จำนวน 56 ล้านคน โดยตั้งเป้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตถึง 5% เป็นมาตรการที่ “ไร้ประสิทธิภาพ” และ “ไม่คุ้มค่า” เพราะทุกอย่างมีค่าเสียโอกาส และราคาที่จะต้องจ่ายเป็นการเอาเงินลงทุนของประเทศ 5.6 แสนล้านบาทไปเทหมดหน้าตักในเรื่องเดียว และอาจไม่โปร่งใส หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ มีรายงานข่าวด้วยว่ารัฐบาลมีนโยบายที่จะขยายกรอบเงินนอกงบประมาณจาก 32% เป็น 45% แต่รัฐบาลยังไม่ตอบชัดเจน จะเอาเงินมหาศาลนี้มาจากไหน ต้องกู้หรือไม่นักวิชาการบางคนเชื่อว่าในที่สุด รัฐบาลกู้เงินแน่ และกระทบรุนแรงต่อการคลังของประเทศ ครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นการแจกเงินครั้งมโหฬารที่สุด เงิน 5.6 แสนล้านบาท สามารถประกันราคาพืช ทั้งข้าว ยางพารา และอื่นๆได้หลายปี เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐประกันราคาพืชแค่ 2.18 แสนล้านบาทหลายทศวรรษที่ผ่านมา พรรคการเมืองและนักการเมืองไทย ยึดติดนโยบายลดแลกแจกแถม หรือประชานิยมอย่างงอมแงม พรรคการเมืองแข่งกันแจกเงินในรูปแบบต่างๆ ทั้งเงินสด เงินดิจิทัล หรือให้ผลประโยชน์อื่นๆ หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมาย ในเรื่อง “เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้”กฎหมายการเลือกตั้ง สส. ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตน หรือผู้สมัครอื่น ด้วยการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ต้องระวางโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ถ้าคณะกรรมการพรรคมีส่วนรู้เห็น อาจถูกยุบพรรคได้แต่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองไทย อาจถือเป็นเรื่องปกติ จึงแข่งกันจูงใจประชาชน ด้วยการให้หรือสัญญาว่าจะให้เงินทอง หรือผลประโยชน์อื่นๆ เช่น การแจกเงินสวัสดิการ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เสนอให้บำเหน็จบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท เท่ากับใช้เงินประชาชนซื้อเสียงประชาชนหรือไม่.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม