พิสูจน์ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า ในทางการเมือง “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” มีแต่ผลประโยชน์เท่านั้นที่นิรันดร พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลเคยเป็นพันธมิตรที่แนบแน่น ทำสัญญากันว่าจะจับมือจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สัมพันธ์ระหว่างสองพรรคก็ขาดสะบั้นตามด้วยการขัดคอขัดแข้งขัดขาเมื่อพรรคก้าวไกลขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ออกจากพรรคเพื่อเปิดทางให้นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคคนใหม่ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา และยังรักษาเก้าอี้รองประธานสภาไว้ได้ ถูกประธานวิปพรรคเพื่อไทยเยาะเย้ยถากถาง และขู่ยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระวินิจฉัย ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่เมื่อพรรคเพื่อไทยตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พรรคก้าวไกลถอนตัว ไม่ยอมร่วมสังฆกรรมนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรค ก.ก. อ้างว่าหลายฝ่ายศึกษามาหลายปีแล้ว สรุปว่าต้องให้ ส.ส.ร.ที่มาจากเลือกตั้ง เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะถอยหลังกลับหรือเตะถ่วงเวลาเกมการขัดคอขัดแข้งขัดขา ยังเดินหน้าต่อไป เมื่อพรรค ก.ก.เสนอร่าง พ.ร.ก.เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดชุมนุมการเมือง นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรค พ.ท. สะกิดเตือนแรงๆว่า ต้องระวังอย่างยิ่งอย่าสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น จะนิรโทษให้ผู้ทำผิด ม.112 ม.113 หรือไม่เมื่อพูดถึง ม.112 ย่อมเป็นการขุดคุ้ยประเด็นขัดแย้ง ที่เก่าแก่และยอดนิยมขึ้นมา ม.112 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายพิธาแพ้มติการเลือกนายกรัฐมนตรี ม.112 กลายเป็นกฎหมายห้ามแตะ แต่ ป.อาญา ม.113 ที่อยู่ติดกัน กลายเป็นกฎหมายที่อภิสิทธิ์ชนนิรโทษให้ตัวเองได้ ทั้งที่เป็นกบฏโทษถึงประหารคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งมี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้ศึกษาและเสนอแนะรัฐบาลและรัฐสภา ให้ใช้ความกล้าหาญทางการเมือง แก้ไข ม.112 แต่จะต้องใช้ความระมัด ระวังอย่างสูง ไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมส่วนการนิรโทษกรรม คอป.เสนอแนะว่าต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล ต้องไม่ใช่การนิรโทษให้ตนเอง ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ประเทศไทยมีบทเรียนมากมาย บทเรียนที่ชัดเจนที่สุด คือคณะรัฐประหาร คสช.อ้างว่าเข้ามาขจัดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดอง แต่เป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม