นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้ง คณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 35 คน มี “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ เป็นกัปตันทีมเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาประชาธิปไตยเพื่อให้คนไทยได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันแต่ไม่พูดถึงประเด็นสำคัญคือ การให้มี ส.ส.ร. จากการเลือกตั้งเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจเผด็จการเออแน่ะ...มันแปลกมั้ยล่ะคุณ??“แม่ลูกจันทร์” อ่านโผรายชื่อคณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ นักกฎหมาย ข้าราชการประจำ และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่ยังขาดผู้แสดงหลักอีก 4 ตัว!!1,ไม่มีตัวแทน สว. ลากตั้ง ซึ่งเป็นลูกตุ้มถ่วงประชาธิปไตย2,ไม่มีตัวแทนพรรคก้าวไกล พรรคใหญ่ที่สุดในสภาฯ3,ไม่มีตัวแทนกลุ่มนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย4,ไม่มีตัวแทนไอลอว์ ซึ่งเป็นหัวหอกนำรายชื่อประชาชนกว่าหนึ่งแสนคนเสนอทำประชามติรัฐธรรมนูญทำให้เสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการฯ เป็นสายรัฐบาลเกิน 80 เปอร์เซ็นต์มีฝ่ายเห็นต่างผสมเป็นยาดำไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์“แม่ลูกจันทร์” มองว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติเป็นการทำเรื่องสั้นให้กลายเป็นเรื่องยาวเพราะหากรัฐบาลจริงใจ ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่คลอดออกมาประกาศใช้โดยเร็วก็ไม่มีความจำเป็นต้องแต่งตั้งคณะ กก. ศึกษาแนวทางการทำประชามติให้สิ้นเปลืองเวลาและสิ้นเปลืองเบี้ยประชุม“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า ถ้าจะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น “นโยบายเร่งด่วน” อย่างแท้จริงสามารถทำประชามติได้ทันทีภายใน 90 วันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวดให้มี ส.ส.ร. เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องใช้เวลาอีก 3 เดือนขั้นตอนต่อไปคือ จัดเลือกตั้ง ส.ส.ร. 200 คน อีก 3 เดือนโดยกำหนดกรอบเวลาให้ ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จภายใน 1 ปี!!บวกทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีก 3 เดือนรวมเบ็ดเสร็จจะใช้เวลาไม่เกิน 24 เดือน หรือไม่เกิน 2 ปี!!แต่ถ้าจะใช้สไตล์หวานเย็นตามข้อเสนอของ “รองนายกฯภูมิธรรม เวชยชัย” กว่าจะได้ทำประชามติรอบแรก ต้องชักตะพานแหงนเถ่อไปต้นปีหน้ากว่าจะได้เลือกตั้ง ส.ส.ร. ต้องบวกเพิ่มอีก 1 ปีกว่า ส.ส.ร. จะยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ต้องบวกอีก 1 ปีกว่าจะลงประชามติรอบสุดท้ายต้องลากยาวไปอีก 3 ปีกว่าจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ รัฐบาลเศรษฐาก็ครบเทอม 4 ปีพอดีนี่คือเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยต้องการเรื่องมันเป็นอย่างนี้ตะหากล่ะโยม.“แม่ลูกจันทร์”คลิกอ่านคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” เพิ่มเติม