พิธีอำลาตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ท่ามกลางสายฝน แม้จะยังไม่มีพิธีส่งมอบตำแหน่งเหมือนที่เคยปฏิบัติเพราะการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ มีอุปสรรคขวากหนามมากมาย ทั้งยังเป็นเวลาที่กระชั้นชิด มีความไม่ปกติอยู่หลายจุด ทำให้พิธีอำลาตำแหน่ง ผบ.ตร. ครั้งนี้อยู่ในช่วงของรอยต่ออำนาจและอยู่ในช่วงบรรยากาศของความอึมครึมแม้จะแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.ที่มีอาวุโสต่ำสุดในจำนวนแคนดิเดต ผบ.ตร. และมีการยืนยันมาจากประธาน ก.ตร. นายกฯเศรษฐา ทวีสิน ว่าการแต่งตั้ง ผบ.ตร.เป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่เมื่อนำ ระเบียบการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาประกอบคำอธิบายแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ตรงปก เช่น ระเบียบ สตช. ให้ความสำคัญของหลักการอาวุโส โดยให้คะแนนลำดับอาวุโสถึง 50% ที่เหลือเป็นผลงานตามสายงานและความประพฤติเพราะฉะนั้นคนที่สมควรจะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. โดยตรรกะแล้วควรจะเป็น พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 1 หรือถ้าจะให้เหตุผลว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เหลืออายุราชการอีกเพียงปีเดียว พล.ต.อ.รอย ก็เหลืออายุราชการอีกเพียงปีเดียว และแต่ละท่านก็มีผลงานไม่น้อยหน้ากันดังนั้น ก.ตร.และนายกฯเศรษฐา จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมถึงลงมติเลือก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เป็น ผบ.ตร. ทำไมไม่เลือก พล.ต.อ.รอย หรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อายุราชการถึงปี 2574 และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ อายุราชการถึงปี 2569 ทั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังสามารถทำงานต่อเนื่องได้ประเด็นนี้จะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนำเรื่องไปร้อง ศาลปกครองหรือ ป.ป.ช. หรือไม่ ยังเร็วเกินไป แต่มีคดีร้องเรียน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ถูกศาลสั่งให้คืนตำแหน่งและเอาผิดกับคนที่มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายกฯมาแล้วในอดีตต้องแยกให้ออก ระหว่างการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความขัดแย้งระหว่าง ผู้บริหารใน สตช. ออกจาก การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการใน สตช. เนื่องจาก กฎหมายอาญามาตรา 157 มีผลบังคับใช้กับพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐทุกกรณีคดีบ่อนพนันออนไลน์ที่มีเจ้าหน้าที่ไปพัวพัน คดีผู้มีอิทธิพลส่วย ที่มีเจ้าหน้าที่ไปเกี่ยวข้อง เรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ล้วนแต่มีกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายแพ่งวิธีพิจารณาความแพ่ง ใช้บังคับเป็นมาตรฐานอยู่แล้วไม่ใช่แค่เรื่องทางวินัย แต่มีโทษทางอาญาด้วย ยิ่งเจ้าหน้าที่ทำผิดเสียเองต้องรับโทษหนักถ้ามีแค่ภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ไปจับมือปรับความเข้าใจกันแล้วบอกว่าไม่มีความขัดแย้งใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แปลว่าความอึมครึมทุกอย่างจะยุติลง ยิ่งจะทำลายความน่าเชื่อมั่นของสถาบัน และความเป็นผู้นำของนายกฯเศรษฐาในฐานะประธาน ก.ตร.ฉายหนังตัวอย่างมาน่าสนใจขนาดนี้ จะมาหักมุมตอนจบทัวร์ลงแน่นอน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม