ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่การพบกันระหว่างนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ และนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับคณะผู้นำกองทัพ เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นไปด้วยความชื่นมื่นถึงแม้รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ จะไม่ใช่ “พลเอก” ใดพลเอกหนึ่ง ตามประเพณี การเมืองไทยที่ถือปฏิบัติกันมาช้านาน ฝ่ายทหารเป็นได้ทุกตำแหน่ง ทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกกระทรวง นายสุทินเปิดเผยว่า ได้แจ้งต่อคณะผู้นำเหล่าทัพว่า รัฐบาลต้องการเปลี่ยนการเกณฑ์ทหารเป็นการสมัครใจ รวมทั้งการปรับกองทัพให้เล็กลง ลดนายพลที่มีมากเกินไป ข้อมูลเมื่อปี 2548 มีนายพลกว่า 1,000 คนในจำนวนนี้ เป็นอัตราจอมพล 28 อัตรา พลเอก 116 พลโท 352 พลตรี 1149 เฉพาะกองทัพบก มียศจอมพล 4 พลเอก 26 พลโท 95 พลตรี 437 เป็นข้อมูลเมื่อ 18 ปีก่อน ตอนที่นายสุทินเพิ่งเป็น สส.สมัยแรก รมว.กลาโหม บอกว่าสบายใจ เพราะทำงานกับคนมีวินัย เป็นคนรุ่นใหม่มีความคิดใหม่ๆต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ที่นายสุทินเสนอแต่งตั้ง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหม เพราะเป็นที่ยอมรับว่า พล.อ.นิพัทธ์ เป็นทหารนักประชาธิปไตย อาจมีส่วนในการประสานแนวความคิด ช่วยสนับสนุนการปฏิรูปกองทัพ เป็นทหารประชาธิปไตยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยมีความขัดแย้ง และแตกแยกในด้านความคิด ในยุคปัจจุบันแบ่งเป็นฝ่ายเสรีนิยม กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายประชาธิปไตย กับอำนาจนิยม แม้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนเพื่อสืบทอดอำนาจคณะรัฐ ประหาร คสช. จะมีบทบัญญัติเรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศแต่อาจตีความต่างกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างว่าประเทศไทยมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” 20 ปี เป็นครั้งแรก เป็นเข็มทิศในการพัฒนาทุกประเทศทุกมิติ แต่ไม่ได้นำมาพัฒนา “ประชาธิปไตย” ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”ทุกฝ่ายจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ให้ก้าวถอยหลังดังที่เป็นอยู่ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง เรียกร้องให้แก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปประเทศ จะปฏิรูปการเมือง ต้องปฏิรูปกองทัพ จะปฏิรูปกองทัพต้องปฏิรูปการเมือง.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม