แม้จะพลาดหวังจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ติดต่อกันมาสองครั้ง แต่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังยืนหยัดต่อสู้ต่อไป เขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นที่โด่งดังทั่วโลก ระบุว่า สถานการณ์ ในประเทศไทยขณะนี้เป็นความขัดแย้งกันระหว่างผู้ที่มาจากเลือกตั้ง กับผู้ที่มาจากแต่งตั้ง312 สส.ที่จับมือกันจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค ล้วนแต่ผ่านการรณรงค์หาเสียงที่เข้มข้น ต้องออกไปพบประชาชน ทั้งในเมืองและท้องถิ่นทุรกันดาร ต้องไหว้ขอเสียงจากประชาชน จึงได้เป็น สส. ส่วน 250 สว.มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร คสช. และส่วนใหญ่มาจากข้าราชการ จึงภักดีต่อ คสช. ช่วย คสช.สืบทอดอำนาจถ้าเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ที่ทั่วโลกถือปฏิบัติ ฝ่าย สส.ที่มีเสียงสนับสนุน 312 เสียง เลือกนายกรัฐมนตรีได้ตั้งแต่รอบแรกแล้ว เพราะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากมีบทเฉพาะกาล ระบุว่า การเลือกนายกฯต้องมี สว.ร่วมด้วย และต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียงขึ้นไปการให้ สว.ที่มาจากการแต่งตั้ง ที่บางคนแซวว่า “ลากตั้ง” ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกทำกัน แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ของไทย ที่ให้มี สว.200 คน มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มี สว.150 คน มาจากเลือกตั้งและ แต่งตั้ง แต่ไม่มีสิทธิเลือกนายกฯแม้แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในบทถาวรมีเพียง 200 คน และไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ วุฒิสภาส่วนใหญ่มีอำนาจกลั่นกรองร่างกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนฯ แต่เฉพาะกาลเพิ่มจำนวน สว. เป็น 250 คน เห็นได้ชัดว่า เพื่อให้ช่วยเลือกผู้นำคณะรัฐประหารเป็นนายกฯตัวเลข 250 ทำให้ สว. เป็นพรรคใหญ่สุดสว.จึงสามารถเข้าครอบงำอำนาจต่างๆ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ มีอำนาจตีความว่าข้อบังคับของรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ครอบงำไปถึงอำนาจฝ่ายบริหาร คือการเลือกนายกฯ ทั้งยังเสนอแนะด้วยว่าถ้าเลือกนายกฯไม่ได้ให้ใช้แนวทาง “นายกฯคนนอก” เป็นการเมืองที่ก้าวถอยหลังหรือไม่?การใช้สมาชิกรัฐสภาที่มาจากแต่งตั้ง เพื่อสืบทอดอำนาจรัฐบาลมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มี สส. 2 ประเภท ประเภทที่ 1 มาจากเลือกตั้ง ประเภท 2 มาจากแต่งตั้ง โดยอ้างว่าคนไทยในขณะนั้นด้อยการศึกษา ผ่านมากว่า 91 ปี มีปริญญาตรี โท เอก เต็มบ้านเต็มเมือง แต่ยังมี สว.แต่งตั้ง.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม