สัปดาห์ที่ผ่านมาวิเคราะห์สถานการณ์ระบาด “โควิด-19” (14-20 พ.ค. 2566)...จำนวนผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ที่ 2,632 ราย สูงกว่าสัปดาห์ก่อน 11.7% หรือ 1.12 เท่า แต่...สูงกว่า 4 สัปดาห์ก่อน 141.9% หรือ 2.42 เท่าจำนวนเสียชีวิต 64 ราย มากกว่าสัปดาห์ก่อน 190% หรือ 2.9 เท่า แต่...มากกว่า 4 สัปดาห์ก่อน 1,180% หรือ 12.8 เท่า จำนวนผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 226 ราย มากกว่าสัปดาห์ก่อน 38.6% หรือ 1.39 เท่า แต่...มากกว่า 4 สัปดาห์ก่อน 545.7% หรือ 6.46 เท่า จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ 401 ราย มากกว่าสัปดาห์ก่อน 24.5% หรือ 1.24 เท่า แต่...มากกว่า 4 สัปดาห์ก่อน 449.3% หรือ 5.49 เท่าคาดประมาณติดใหม่รายวันอย่างน้อย 18,800-26,112 คน ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าตัวเลขในระบบจะน้อยกว่าสถานการณ์จริงที่ควรตระหนักคือ จำนวนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่ารศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ให้ข้อมูลอีกว่า สายพันธุ์ย่อยของ “โอมิครอน” ที่กำลังจับตาดูองค์การอนามัยโลกออกรายงาน WHO Weekly Epidemiological Update (18 พ.ค.2566) อัปเดตให้เราทราบว่ามี 9 ตัว ได้แก่ XBB.1.5 และ XBB.1.16 ซึ่งถือว่าเป็น 2 สายพันธุ์ย่อยที่ครองการระบาดทั่วโลกจัดอยู่ในกลุ่ม Variants of Interest (VOI) ในขณะที่มีอีก 7 ตัว ที่จัดอยู่ใน Variants under Monitoring (VUM) ประกอบด้วย BA.2.75, CH.1.1, BQ.1, XBB, XBB.1.9.1, XBB.1.9.2และตัวล่าสุดที่ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม VUM คือ XBB.2.3 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ความรู้สำคัญเรื่อง “วัคซีน” สาระสำคัญมีว่า หนึ่ง...ปัจจุบันประชากรโลกมีระดับภูมิคุ้มกันที่หลากหลายมาก เพราะมีทั้งจากที่ได้รับวัคซีนที่แตกต่างกันหลายประเภท และที่เคยมีประวัติติดเชื้อมาก่อนสอง...สายพันธุ์หลักที่ระบาดทั่วโลกขณะนี้คือโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย XBB.1 (รวมทั้ง XBB.1.5, XBB.1.16, XBB.1.9) ในขณะที่ข้อมูลจากการสุ่มตรวจสายพันธุ์ไวรัส พบว่า สายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์อัลฟา เบตา แกมมา เดลตานั้น คาดว่า...ไม่ได้มีการระบาดในคนแล้วสาม...ไวรัสตระกูล XBB นั้นมีสมรรถนะการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้สูงมาก โดย XBB.1.5 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ย่อยที่ดื้อต่อภูมิคุ้มกันมากที่สุด สี่...ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีนต่อไวรัสโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย XBB.1 มีจำกัด และมีทั้งที่พบว่าได้ผลพอๆกับ BA.5 และที่พบว่าประสิทธิผลลดลงกว่าตอน BA.5 ระบาดห้า...ระดับภูมิคุ้มกันในน้ำเลือดหรือแอนติบอดี ของคนที่ได้รับวัคซีน 2-4 เข็ม รวมถึงเข็มกระตุ้นจากวัคซีนสองสายพันธุ์ (Bivalent vaccine) พบว่า XBB.1 ดื้อต่อภูมิมากกว่าสมัย BA.5 ระบาด ในขณะที่คนที่เคยได้รับวัคซีน และเคยติดเชื้อมาก่อน จะมีระดับภูมิคุ้มกัน (Hybrid immunity) ที่สูงกว่าคนที่ไม่เคยติดเชื้อ หก...ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการ มีรายงานพบปรากฏการณ์ Immune imprinting หมายถึงการที่ระบบภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ ประเภท B-cells มีการจดจำแอนติเจนจากวัคซีนที่ใช้สายพันธุ์เดิม และอาจทำให้การตอบสนองต่อแอนติเจนไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้น้อยลงอย่างไรก็ตาม...ยังไม่มีข้อมูลยืนยันผลกระทบทางคลินิกในชีวิตจริงเจ็ด...ข้อมูลที่ทางบริษัทวัคซีนแชร์ให้กับทางองค์การอนามัยโลก พบว่า การใช้วัคซีนใหม่ ที่ใช้แอนติเจนสายพันธุ์ไวรัส XBB.1 โดยตรงจะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันในน้ำเลือดได้สูงกว่าวัคซีนเดิมที่ใช้กันในปัจจุบัน ถึงตรงนี้ข้อสรุปแนะนำว่าในอนาคตแต่ละประเทศควรพิจารณาใช้วัคซีนที่เป็นแบบสายพันธุ์เดียว...เป็นวัคซีนที่ปรับสายพันธุ์ให้ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาด และไม่ควรใช้วัคซีนที่มีการบรรจุสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งเป็นรุ่นเก่า ด้วยเหตุผลจากข้อมูลวิชาการต่างๆข้างต้น แม้ว่าวัคซีนรุ่นเดิมๆจะยังช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ก็ตามน่าสนใจว่าคำแนะนำข้างต้น คงเป็นข้อเสนอที่ท้าทายสำหรับแต่ละประเทศ ในการนำไปวางแผนจัดการระบบวัคซีนสำหรับประชาชนในระยะยาว “ทิศทางแนวโน้มเรื่องวัคซีนในอนาคตนั้น การฉีดปีละครั้งและปรับตามสายพันธุ์ที่ระบาดหรือคาดการณ์ว่าจะระบาด คงมีความเป็นไปได้มากที่สุด แต่ด้วยศักยภาพปัจจุบัน การคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ยังไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำ การปรับวัคซีนให้ตามสายพันธุ์ไวรัสให้ทันจึงท้าทายอย่างยิ่ง”และที่ท้าทายยิ่งกว่าคือ การผลิต การจัดหา และจัดบริการให้ทันกับสถานการณ์ระบาด เพียงแค่สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง ก็ทำให้ครอบคลุมได้ยากทีเดียวดังนั้น พฤติกรรมการป้องกันตัวระหว่างใช้ชีวิตประจำวันนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับไทยเราการระบาดยังมีมากภายในประเทศ สิ่งที่ทำได้คือ...การใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ประมาท การใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มากตอกย้ำความรู้ “โควิด-19”...“สตรีที่ตั้งครรภ์ติดโควิดจะส่งผลต่อลูกในท้องได้”ข้อมูลนี้มาจากวารสารการแพทย์ Placenta เผยแพร่บทความวิชาการทบทวนความรู้จนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับผลของการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในสตรีที่มีครรภ์ การศึกษาจากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า การติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 ระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลให้เกิดการอักเสบ และการอุดตันของหลอดเลือดขนาดเล็กในรก“การอักเสบ” รวมถึง “การอุดตัน” ของหลอดเลือดเล็กๆ จะทำให้เกิดปัญหาการไหลเวียนเลือด ...ความผิดปกติในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนระหว่างแม่ลูกผ่านทางรก นำไปสู่ภาวะออกซิเจนต่ำลง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษของคุณแม่ และทำให้ทารกเจริญเติบโตช้าผลการศึกษาข้างต้น กระตุ้นเตือนให้เราเห็นความสำคัญในการป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งหากเป็นสตรีมีครรภ์ การติดเชื้อไม่ได้ส่งผลต่อตัวคุณแม่เท่านั้น แต่ส่งผลต่อลูกในท้องด้วย “...การระบาดในไทยยังมีการติดเชื้อจำนวนมากในแต่ละวัน ควรใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ป้องกันตัวเสมอ เลี่ยงที่แออัด ระบายอากาศไม่ดี ไม่แชร์ของกินของใช้ร่วมกับผู้อื่นนอกบ้าน”ไม่สบาย ควรแยกตัว 7-10 วัน รักษาตัวจนหายดีไม่มีอาการและตรวจ ATK ซ้ำแล้วได้ผลลบ ติดเชื้อแต่ละครั้ง ไม่จบแค่ชิลๆแล้วหาย แต่ป่วยได้ รุนแรงได้ ตายได้ และเสี่ยงต่อ “ลองโควิด” ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว...การใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มากสถานการณ์ระบาดมีการติดเชื้อกันมากรายรอบตัว จากจำนวนป่วยรายสัปดาห์ที่มีการรายงานเพิ่มขึ้นนั้น จำนวนเสียชีวิตรายสัปดาห์เพิ่มสองเท่า คาดประมาณ...ติดเชื้อใหม่หลักหมื่นรายต่อวันรศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ฝากทิ้งท้ายว่า“ความใส่ใจสุขภาพเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิตของแต่ละคนและครอบครัว ขอให้จดจำบทเรียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา...ความรู้เท่าทัน เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อทำในสิ่งที่ควรทำ รับฟังข้อมูลความรู้ ควรสังเกต ไตร่ตรอง ตรวจสอบ ก่อนเชื่อและนำไปปฏิบัติ”.