เกษตรกรสวนผลไม้จังหวัดระยองวัย 65 รายหนึ่งเผยความในใจ...แรกเห็นข่าวโทรทัศน์งงนิดๆเมื่อคนหนุ่มอายุ 42 ลีลาคล้ายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 42 และจบจากฮาร์วาร์ดที่เดียวกัน ด่วนแถลงตอนสายวันที่ 15 พฤษภาคม หลังนับคะแนนไม่กี่ชั่วโมงรู้อย่างไม่เป็นทางการ...พรรคสีส้มชนะเลือกตั้งพรรคสีแดงหักปากกาเซียนถล่มทลายเกษตรกรสูงวัยยืนยันพ่อหนุ่มคนนั้นประกาศชัดเจน “ผมคือว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ประเทศไทย” ทำให้ยิ่งสงสัยเหตุใดจึงสรุปเร็วปานนั้น? แต่ก็ให้อภัย...ที่พยายามเข้าใจคนหนุ่มยุคนี้คิดเร็วพูดเร็วแต่ทำเร็วแค่ไหนคอยดูกัน?“ต่อไปนี้...ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม” เกษตรกรคนเดียวกันทวนคำ พลางคิดในใจตนรอเวลานี้มานาน ด้วยเหตุผลเดิมๆคือชาวสวนผลไม้ต้องทนสู้กับความยากลำบากมาแต่สมัยปู่ ย่า ตา ทวด ทั้งดูแลรักษาสวนและหาตลาดกระจายผลผลิตให้คุ้มเงินกับแรงงานที่ทุ่มลงไปตลอดปี เบบี้บูมเมอร์รายนี้ยังคิดต่อไปว่า...หรือคำกล่าวของผู้จะคุมบังเหียนประเทศล่าสุด มีนัยบางอย่าง “ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ๆ”สาธุ! ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง...คนทำสวนผลไม้ระยองบนพื้นที่ 150,000 ไร่จะได้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจและอยากกระซิบบอกว่าที่ท่านผู้นำ “ปัจจุบันการทำสวนทุกปียังเหมือนเดิม คือต้องหมั่นตื่นเช้ามารดน้ำใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ หญ้ารกต้องขยันถางดูแลลำต้นไม่ให้หนอนแมลงเกาะกิน ปีนี้โชคร้ายปุ๋ยแพงชาวสวนจะโอดครวญยังไงก็ไม่มีใครได้ยิน...ยิ่งฟ้าขาดฝนก็ต้องทนซื้อน้ำเป็นคันรถมาเลี้ยงลำต้นและลูกที่ติดให้รอด...นี่คือปัญหาที่เกษตรกรชาวสวนผลไม้รอการเปลี่ยนแปลงจากผู้นำรุ่นใหม่สิบสี่ล้านเสียงของประเทศ” ทิพอาภา โพธิ์แก้วด้าน ทิพอาภา โพธิ์แก้ว เกษตรกรสาวรุ่น “ก้าวไกล” วัย 41 ปี สะใภ้สวนยายดา หมู่ 3 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง เปิดเผยว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียนดีกว่าปีที่แล้วระดับหนึ่ง เป็นเพราะดินฟ้าอากาศเป็นใจ ดินมีความชื้นพอประมาณผสมความร้อนใช้ได้ จึงช่วยให้ติดดอกออกผลมากและแก่จัดเร็วทว่า...ข้อเสียก็คือทำให้เกิดรุ่นหนึ่งตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม แล้วทิ้งช่วงไม่มีทุเรียนให้ตัด ได้รุ่นสองอีกทีต้นมิถุนายน ส่วนราคาขายนั้นขึ้นอยู่กับตลาดคือ...ถ้าสินค้าคุณภาพดีอย่างหมอนทองกิโลกรัมละ 150-200 บาท นกกระจิบ 200-250 บาท ก้านยาวที่ชาวสวนเพิ่งหันมาปลูกใหม่ราคากลับดี 300 บาท ส่วนชะนียังคงที่เคาะกันอยู่ที่ 100-120 บาททิพอาภา บอกอีกว่า เงาะกับมังคุดปีนี้ผลผลิตน้อยกว่าที่คาด แต่ราคากลับดีตามอุปสงค์อุปทานตลาด ผลจึงไปตกกับผู้บริโภคที่ราคาแพงสูงตามกลไกตลาด...อย่างไรก็ตามสำหรับชาวสวน แน่นอนว่าต้องเหนื่อยกับการดูแลบำรุงรักษาเหมือนทุกปี แต่การตลาดถือว่าสดใสไม่ต้องขนสินค้าจากสวนออกไปร้องขอราคาเป็นธรรมจากพ่อค้าคนกลางเช่นสมัยก่อน“สวนยายดามีพื้นที่เกษตรสี่สิบไร่ให้ผลผลิตรุ่นหนึ่งแล้วประมาณสิบตัน รุ่นสองดีหน่อยอากาศไม่หนาวจัดถึงขนาดสกัดดอกได้ผลราวสี่ตัน ส่วนมูลค่าขึ้นอยู่กับภาวะตลาดเป็นสำคัญ... แต่ช่วงนี้ก็ใช่ว่าชาวสวนจะได้พัก ด้วยเป็นเวลาที่ธุรกิจค้าปุ๋ยจะใช้สวนผลไม้เป็นแหล่งส่งเสริมการขายสินค้า มีการเชิญสื่อมาเที่ยวชมสวนชิมผลไม้เพื่อยืนยันการเลือกใช้ปุ๋ยของตน”ทิพอาภาอยากจะบอกบทเรียนที่สอนชาวสวนผลไม้ระยอง และสวนในภาคตะวันออกได้รับหลังโควิดระบาด คือขาดแรงงาน เพราะคนเหล่านั้นต้องหันไปพึ่งตนเอง เลือกทำสวนผลไม้เล็กๆเพื่อความอยู่รอดจนไม่อยากเป็นลูกจ้างอีก ส่วนเจ้าของสวนก็หันไปพึ่งการขายสินค้าออนไลน์แทนทำไปทำมา...ก็พบสัจธรรมในที่สุดว่า การขายวิธีนี้กลับได้ผลตอบรับดีกว่าขายหน้าสวนหรือในตลาด ทุเรียนก็ไม่เสียหายจากนิ้วมือลูกค้าที่ชอบเจาะแล้วจิกดูเนื้อก่อนตัดสินใจ“ราคาดีกว่าสิบห้าถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อีกอย่างชาวสวนตัดทุเรียนแล้วส่งวันนี้อีกสามสี่วันสุกพอดีให้ลูกค้าได้ของกินคุณภาพ...แฟร์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย คิดดูวันหนึ่งต้องส่งตามออเดอร์มากถึงร้อยกล่องเป็นอย่างน้อย สวนขนาดเล็กจึงนิยมขายออนไลน์มากกว่าอย่างอื่น”แต่กระนั้น...ก็ยังให้ความสำคัญกับ “ล้งไทย” ที่ไม่นิยมขาย “ลงกล่อง” ค่าที่ผูกพันเป็นคู่ขากันมานานหลังเลิกคบพ่อค้าคนกลาง โดยล้งไทยที่ว่าขนไปขายใกล้ๆแถวตลาดตะพงหรือไกลถึงตราดจะมีสัก 10% เท่านั้นเองที่เอาไป “ลงกล่อง” ที่จันท์แล้วส่งขายจีนอีกที ขณะ “ล้งจีน” คือพ่อค้ารายใหญ่ซื้อแบบเหมาสวน จ่ายเงินสดซิงๆล่วงหน้าแล้วคัดเอาเฉพาะเกรดเอตัด “ลงกล่อง” ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ส่งไปจีนทางรถไฟหรือเรือ ซึ่งเดี๋ยวนี้สะดวกคนที่นั่นชอบมากจึงได้ราคาหมอนทองสูงถึงกิโลกรัมละห้าร้อยอัปขึ้นไป...แต่จะประมาทไม่ได้เพราะทุกวันนี้เกษตรกรจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม กำลังทดลองปลูกสู้ทุเรียนไทยเท่าที่รู้...จีนรีวิวขายทุเรียนไทยเป็นสินค้าฮอตฮิตประจำปี มียูทูบเบอร์ลงทุนเปิดแอ็กเคาต์เว็บไซต์ “ติ๊กต่อก” ขายทัวร์ชวนคนจีนมากินทุเรียนที่ไทย ส่วนใหญ่มาลงสวนขนาดใหญ่ในระยองและจันทบุรี ส่วนการขายโปรแกรม “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ที่จัดโต๊ะบุฟเฟต์ให้กินผลไม้ไม่อั้นทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง สละสุมาลี หัวละ 500-600 บาท เคยปั๊วะปังมาหลายปี ทิพอาภาเผยคงเหลือแต่สวนใหญ่ๆ “สวนยายดา”...ขนาดกลางลดเหลือหัวละ 100 บาท เด็กฟรี ให้เที่ยวชมสวนกินเงาะ มังคุดยกเว้นทุเรียนชั่งขาย สวนเล็กๆยกเลิกหมดเพราะไม่คุ้มกับผู้ซื้อกินจนอ้วกไม่ว่า แต่ต้องทำใจขนทุเรียนดีมีตำหนิไปกวนแปรรูปนี่สิ...จึงเหลือชั่งขายหิ้วกลับไปเป็นของฝากวัชรพล สารสอน ผอ.ททท.สำนักงานระยอง ทราบดีมีทัวร์ลงอยู่บ่อย แต่ชี้แจงว่าฤดูผลไม้เป็นอีเวนต์สำคัญประจำปีสำหรับส่งเสริมท่องเที่ยว วัชรพล สารสอนปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติมาเที่ยวระยอง 2,752,560 คน ทำรายได้ 9,681.36 ล้านบาท...ปีนี้ถึงมีนาคมมีมาเยือน 1,220,933 คน ทำรายได้ 4,381.07 ล้านบาท จึงใช้กลยุทธ์ “ระยองเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “กินทุเรียนอร่อยก่อนใคร...ไประยอง” ช่วงทุเรียนรุ่น 2“โครงการนี้เริ่มเมื่อ 1 พฤษภาคมและจะจบเมื่อหมดฤดูทุเรียนกรกฎาคม”โดยมีเจ้าของสวนร่วมกิจกรรม 25 สวนทั่วระยอง อาทิ สวนยายดา สวนมังคุดไทย สวนลุงทองใบ สวนสละคุณพิชัย สวนผู้ใหญ่สมควร สวนสุภัทราแลนด์ สวนละไม นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นเพียงยืนยันตัวตนแล้วซื้อผลไม้จาก 25 สวน ครบ 500 บาท รับส่วนลดทันที 100 บาท ดูปกแล้วเข้าท่า...น่าจะเป็นโมเดล “ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม” ที่รัฐบาล 8 พรรค 313 เสียงวางนโยบาย...หนุนภาค “ท่องเที่ยว” ควบ “เกษตรกร” เลิกฝันเพื่อพบตัวตนจริงๆเสียที.