วันนี้ผมจะนำบทความ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรื่อง “คอร์รัปชันไทย : เริ่มจากทำอะไรก่อนดี” มาสร้างความตระหนักรู้ และ จุดประเด็นให้คนไทยได้ฉุกคิด ก่อนที่จะเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง อีกบทความนะครับ การทุจริตคอร์รัปชันในยุค 3 ลุง แม้จะมี รัฐธรรมนูญฉบับปราบคอร์รัปชัน แต่ การทุจริตคอร์รัปชันในช่วง 5 ปี ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ระหว่างปี 2560-2564 มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ปัจจุบันเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ กลับไม่ลดลงเลย เป็นอุปสรรคในการพัฒนา ประเทศ เพิ่มความเหลื่อมล้ำทำให้คนจนเพิ่มขึ้นบทความ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดย คุณธานี ชัยวัฒน์ ระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันของไทย เป็นปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างที่สำคัญ เป็นปัญหาที่กัดกร่อนและทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของไทย ไม่ใช่เรื่องเงินลงทุนหรือภาษี ตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา ค่าดัชนีรับรู้การทุจริตของไทยอยู่ในช่วง 32-38 คะแนน อยู่ในระดับที่รุนแรงอันดับการคอร์รัปชันที่แย่ลง ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่อันดับการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของหลายประเทศดีขึ้น ก็ยิ่งซ้ำเติมให้แรงดึงดูดการลงทุนของไทยลดลงไปอีก ทำให้การลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนจะยิ่งแพงขึ้น การที่ระดับการคอร์รัปชันของไทยอยู่ในเกณฑ์สูงมายาวนานไม่เปลี่ยนแปลง ย่อมแสดงให้เห็นว่า รูปแบบการลงทุนของนักลงทุนไทย เป็นสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มกับภาครัฐ ยังคงเหมือนเดิมไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ครั้ง ทำให้ความร่ำรวยของกลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่มยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดไปต่างประเทศ ซ้ำเติมให้ความเหลื่อมล้ำในประเทศเลวร้ายลง ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงสัปดาห์ที่แล้ว สภาพัฒน์ ได้เผยแพร่เอกสาร การประเมินผล 5 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยระบุถึง การทุจริตคอร์รัปชัน 5 ปีในแผนฯ 12 ว่ายังเป็นวิกฤติที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขการประกาศ คะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต ของ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ พบว่า ภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันของไทยในปีแรก (2560) ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ลดลงจาก 37 คะแนนไปอยู่ที่ 35 คะแนนในปี 2564 จาก 100 คะแนน ยังไม่เป็นไปตามเป้าที่กำหนดให้คะแนนสูงกว่าร้อยละ 50อันดับทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากอันดับที่ 96 ลงไปอยู่ อันดับที่ 110 จากทั้งหมด 180 ประเทศ อันดับในภูมิภาคอาเซียนก็หล่นไปอยู่อันดับที่ 5 จากอันดับที่ 4 เนื่องจากสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันของไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักประเด็นที่น่าสนใจจากการประเมินของ สภาพัฒน์ ก็คือ การทุจริตในภาครัฐ ของ ฝ่ายบริหาร กับ ฝ่ายนิติบัญญัติ และ ตุลาการ เกี่ยวกับ สินบน และ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับส่วนรวม พบว่า คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 23 คะแนนในปี 2560 เป็น 26 คะแนนในปี 2564 (แต่ยังสอบตกอยู่ดี) จากการกลับมาของ “การเลือกตั้ง ท้องถิ่น” ซึ่ง เปิดโอกาสทางการเมืองแก่ภาคประชาชน และ เพิ่มบทบาทในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น ประเด็นนี้แสดงให้เห็น ระบอบประชาธิปไตยช่วยลดการทุจริตคอร์รัปชันได้ตรงกันข้ามกับ ระบอบเผด็จการ ที่ทำให้มีการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้นเมื่อวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึง ประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน ว่า ช่วงนี้คดีมีมากขึ้น ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมี เพราะมีการแจ้งเบาะแสมากขึ้น แต่ สภาพัฒน์ ได้รายงานชัดเจนไปแล้วว่า 5 ปีในแผนพัฒนา ฉบับที่12 ยุค 3 ลุงครองเมือง การทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ลดลงเลย เพิ่มขึ้นจากยุคก่อนปฏิวัติด้วยซ้ำงานนี้ สภาพัฒน์ ประทับตรายางการันตี การทุจริต 5 ปีในยุค 3 ลุง สีแดงเถือกทุกปี.“ลม เปลี่ยนทิศ”