การอพยพของประชากรในช่วงของเทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ ชี้ให้เห็นว่า การอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ของประชากรในประเทศและจำนวนประชากรแฝงค่อนข้างจะมีจำนวนมาก ประเมินด้วยสายตา ช่วงเทศกาลสำคัญ กทม.จะดูโล่งและเงียบเหงาแสดงถึงสถานะความยากจนของคนไทยที่ยังมีความสม่ำเสมอเผอิญว่า สงกรานต์ปีนี้อยู่ในบรรยากาศการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ พอดีผู้สมัคร ส.ส.จะไปร่วมงานสงกรานต์เป็นเรื่องปกติ แต่จะไปแจกโน่นแจกนี่จะไปจัดงานรื่นเริง หรือขึ้นเวทีการแสดงมหรสพต่างๆ ก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี ตกม้าตายเอาง่ายๆนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่กำลังมาแรงมีอยู่สองสามเรื่องที่กลายเป็นข้อถกเถียง อาทิ แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของเพื่อไทย การยกเลิกนโยบายการเกณฑ์ทหารของก้าวไกล ไม่เอานโยบายกัญชาของภูมิใจไทย ที่จะเป็นผลบวกและลบกับพรรคการเมืองโดยตรงแต่ละนโยบายจะพูดครึ่งเดียวไม่ได้ ต้องพูดให้จบตอน ที่มีทั้งเป็นคุณและเป็นโทษเป็นดาบสองคม เช่นที่มาที่ไปของเงิน 10,000 บาท ถ้าไม่ใช่มาจากงบประมาณมาจากภาษีแล้วจะเอามาจากไหนอย่างไร ที่จะไม่ให้กระทบกับระบบการเงินการคลังประเทศ การยกเลิกการเกณฑ์ทหารมีผลดีและผลเสียอย่างไร ทำอย่างไรจะพบกันครึ่งทางหรือมีการปรับปรุงการเกณฑ์ทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างไรเช่นกรณีพระเนติวิทย์ ยืนยันว่าจะไม่ไปเกณฑ์ทหารหรือแม่ที่ต้องเข็นลูกที่พิการมาเกณฑ์ทหาร ไม่ใช่มาเถียงกันว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก นโยบายกัญชา มีอยู่ข้อเดียวคือพิษภัยของยาเสพติด ไม่ต้องไปอ้างเรื่องการแพทย์ให้เมื่อยตุ้มเงื่อนไขของนโยบายที่มีผลกระทบกับสังคมและความมั่นคงเช่น การยกเลิก ม.112 ที่ต้องอธิบายและทำความเข้าใจกันยาว เป็นการทำให้ ก้าวไกล ถูกกันออกจากพื้นที่การเมืองตามวิถีประชาธิปไตยเช่น การร่วมรัฐบาล สมมติ เพื่อไทย มาที่ 1 ก้าวไกล มาที่ 2 ทั้งสองพรรคเมื่อรวมกันตั้งรัฐบาล เป็นไปตามวิถีระบอบประชาธิปไตยเพราะมาจากเสียงข้างมากที่ชาวบ้านเลือกเข้ามาพรรคอันดับ 1-2 หรือถ้าตั้งไม่ได้ก็ให้พรรคอันดับที่ 2-3 ตามลำดับ ตั้งรัฐบาล การเมืองก็จะเป็นไปตามวิถีโดยไม่ต้องพึ่งเสียงงูเห่าในสภา แต่เพราะนโยบายที่แก้ไม่แก้ 112 หรือนโยบายจงรักภักดีต่อสถาบัน ความมั่นคงของชาติ ทำให้วิถีประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงแต่กลับไม่มีคำอธิบายแม้ในท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยก็จะวนอยู่ในลูปเก่าๆ แต่ถ้าลดเงื่อนไขที่เป็นทัศนคติ เหล่านี้ลง และยอมรับประชามติของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง วิกฤติการเมืองก็น่าจะคลี่คลายได้มากกว่านี้ไม่ต้องมาแบ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์หรือฝ่ายเสรี ซึ่งเป็นบริบทการเมืองแบบโบราณพรรคไหนได้เสียงข้างมากเข้าสภาก็ได้เป็นนายกฯ คนที่ 30 ไป ได้ตำแหน่งประธานรัฐสภาไป คุมเสียงได้เบ็ดเสร็จ ไม่ต้องกลัวการต่อรอง พรรคที่หนึ่งตั้งไม่ได้ พรรคที่สองก็ไปรวบรวมมา เพราะรัฐธรรมนูญมีกติกาเอาไว้แบบนี้ ไม่ต้องมาลุ้นกันว่า ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, แพทองธาร ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน หรือพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เท่านั้นที่ได้เป็นนายกฯ ถ้าคนเลือกประชาธิปัตย์มามาก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ต้องเป็นนายกฯ ถ้าเล่นตามระบอบประชาธิปไตยแล้วไม่มีอะไรยาก.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th