การทักท้วงถึง นโยบายหาเสียง ของพรรคการเมืองในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเน้น ลด แลก แจก แถมในระยะสั้นๆ จะออกนโยบายหลักอยู่สองประเภท คือ นโยบายประชานิยม กับ สวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีความแตกต่างกันในขั้นตอน การปฏิบัติ แต่ที่เหมือนกันคือที่มาของเงินจากงบประมาณรายจ่ายของประเทศทั้งสิ้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งงบประมาณปี 2567 เอาไว้ ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นรายจ่ายประจำมากที่สุด การจัดสรรงบประมาณเป็นแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตามคาดการณ์จัดเก็บงบประมาณได้ ไม่ถึง 3.3 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นในสัดส่วนของงบประมาณยังขาดดุลหลายแสนล้านบาท วิธีการจัดสรรงบประมาณขึ้นอยู่กับการประมาณการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกๆปี อาทิ สภาพัฒน์ สำนักเศรษฐกิจการคลัง สำนักงบประมาณ แบงก์ชาติ มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นที่ปรึกษา เช่น จาก ทีดีอาร์ไอ เป็นต้นดังนั้น การจัดสรรงบประมาณจึงมีลักษณะเดียวกัน มีวิธีการ ขั้นตอนและปัญหาเดียวกัน ซ้ำซากทุกปี ปัจจัยที่จะมีผลกระทบกับการจัดสรรงบประมาณก็คือ นโยบายรัฐบาล ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายๆกัน ส่วนใหญ่ต้องทำตามที่หาเสียงเอาไว้และนโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองออกมาจาก ทีมยุทธศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจของพรรค ที่ไม่ใช่ ส.ส. โดยตรงที่มักจะเรียกกันว่า นักรบห้องแอร์ ทำให้นโยบายนำไปสู่การปฏิบัติได้ยาก หรือไม่สามารถทำได้ กระทบไปถึงภาระหนี้สิน เช่น หนี้กองทุนพลังงาน หรือหนี้ กองทุนไฟฟ้า ที่รัฐต้องรับภาระอยู่หลายแสนล้านบาทเพราะขาดข้อมูล พื้นฐานวัฒนธรรมของสังคมไทย ยกตัวอย่าง คนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ถ้าไม่มีบำเหน็จบำนาญ ไม่มีเงินเพียงพอ ที่จะใช้หลังการเกษียณอายุ สิ่งจำเป็นที่สุดคือ อาหารและสุขภาพ เงินผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาลเข้าถึงระบบสาธารณสุขฟรีและทั่วถึงจึงจำเป็นที่สุด เพราะคนเหล่านี้โดยเฉพาะในต่างจังหวัดจะอาศัยเงินผู้สูงอายุ และเงินที่ได้รับจากลูกหลานที่ไปทำงานอยู่ใน กทม.อีกเดือนละพันสองพันบาทในการยังชีพคนวัยทำงาน แต่ละสาขาอาชีพก็มีรายได้ที่ต่างกัน กรรมกรรับจ้างรายวัน ก่อสร้าง ลูกจ้าง มีประกันสังคมบ้างไม่มีบ้างแล้วแต่ความใจดีของนายจ้างจะมีรายได้อยู่ระหว่างวันละ 300-400 บาทเป็นค่าแรงรายวัน วันไหนไม่ทำก็ไม่ได้รับ ในขณะที่มีภาระส่งเงินกลับบ้าน ส่งให้ลูกเรียนหนังสือ ค่ารถโดยสาร ค่าเช่าบ้าน เช่นเดียวกับคนที่เป็นพนักงานประจำระดับพนักงานทั่วไปรายได้เดือนละ 9,000-12,000 บาทไม่รวมโอที ถ้าจะให้พอใช้ต้องทำโอทีคือทำงานไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงยิ่งมี ภาระเลี้ยงดูบุตรต่อคน เอาเฉพาะค่ารถ ค่าอาหารไปเรียนหนังสือแต่ละวัน ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างออกจากซอย ค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า ค่าข้าวกลางวัน ไม่ต่ำกว่า 100-150 บาท ครึ่งหนึ่งของรายได้ไปแล้วแต่บางคนที่มีอาชีพอิสระ เช่น ขายอาหาร ขายน้ำ ขายสลากกินแบ่ง จะมีรายได้ที่มากกว่า อาทิ ขายปลาหมึกย่างตามปั๊มน้ำมันมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 30,000-50,000 บาทหรือมากกว่านั้น คนขายน้ำส้ม น้ำมะพร้าว น้ำอ้อยรถเข็น มีรายได้วันละพันกว่าบาทเดือนละเกือบสามหมื่นบาท แต่ขาดการบริหารจัดการ เช่น นำเงินที่สะสมไว้ไปลงทุนทำสวนยาง สมมติเงินลงทุน 1 ล้านบาทขาดทุนไปห้าแสนบาท หรือดูแลสุขภาพแบบผิดๆซื้อยาบำรุงราคาเป็นหมื่นบาท แต่ไม่ยอมไปตรวจสุขภาพประจำปีการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจึงไม่เกิดประโยชน์โดยตรง สุดท้ายยังต้องพึ่งสวัสดิการของรัฐ ดังนั้น การขึ้นค่าแรง การลดราคาน้ำมัน หรือการขึ้นภาษี เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและทำให้กลไกตลาดบิดเบือนการเติมเงิน พักหนี้ ถ้าทำกันเหวี่ยงแห่ก็เท่านั้น นโยบายที่เกาไม่ถูกที่คันก็ไม่ต่างจากนโยบายขายฝัน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th