นโยบายประชานิยมสุดโต่ง แจกเงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาท ระยะ เวลา 6 เดือน ให้คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปกว่า 50 ล้านคน ไม่เลือก คนจนคนรวยหรือมหาเศรษฐี ใช้เงินภาษีกว่า 500,000 ล้านบาท ของ พรรคเพื่อไทย ที่ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ประกาศบนเวทีแถลงนโยบายสัปดาห์ก่อน ได้สร้างคำถามเกิดขึ้นมากมาย คำถามหลักคือจะหาเงิน 5 แสนกว่าล้านบาท มาจากไหน เพราะ งบประมาณปี 67 มีวงเงิน 3.35 ล้านบาท แถมยังต้องกู้มาโปะ งบที่ขาดดุลอีก 593,000 ล้านบาท รัฐบาลไม่มีเงินแจกแน่นอน นอกจากต้องกู้เพิ่มอีก 5 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งจะทำให้การกู้เงินของรัฐบาลปี 67 เพิ่มขึ้นเป็น 1.14 ล้านล้านบาท มากมายมหาศาลพอๆกับเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท ในช่วงโควิด แต่การกู้ครั้งนี้เป็นการกู้มาเพื่อแจกตามนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ผมจึงไม่เห็นด้วย จะสร้าง ความหายนะต่อระบบการเงินการคลังของประเทศแน่นอนงานนี้พรรคเพื่อไทยยกทีมใหญ่ออกมาชี้แจง คุณเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานด้านนโยบายและเศรษฐกิจ คุณเผ่าภูมิ โรจนสกุล โฆษกทีมเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะหาเงินมา จากไหน บอกแต่เพียงว่า ถ้าได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเริ่มโครงการในไตรมาส 3 และ เริ่มใช้เงินได้ประมาณวันที่ 1 มกราคม 2567คุณเศรษฐา กล่าวอย่างภูมิใจว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ไม่โดนใจ ไม่เช่นนั้นพรรคอื่นไม่พูดถึง พรรคเพื่อไทยไม่อยากหยอดน้ำข้าวต้มทีละ 500–1,000 บาท จ่ายทีเดียว 10,000 บาท จะช่วยประชาชนพ้นจากความ ยากจนได้ ทำให้เงินเข้าสู่ระบบอีก 5 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม ยืนยันไม่มีการขึ้นภาษี และจะรักษาสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีให้คงไว้ในระดับปัจจุบัน หนี้ของประเทศที่โตขึ้นจะทำให้จีดีพีประเทศโตขึ้นด้วยจีดีพี ประเทศที่โตด้วยหนี้ไม่ดีแน่นอน หนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก ดอกเบี้ย เงินภาษีเก็บได้เท่าไหร่ต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ยใช้หนี้หมด ไม่มีเงิน ไปพัฒนาประเทศ ประชาชนจะยากจนยิ่งขึ้น ไม่ใช่รวยขึ้นจากหนี้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อพลิกดูงบประมาณย้อนหลังจะเห็นว่า ก่อนเกิดโควิด ปี 2562 หนี้ สาธารณะไทย มี 6 ล้านล้านบาท 42% ของจีดีพี แต่ ปี 2566 หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นเป็น 10.2 ล้านล้านบาท 61% ของจีดีพี ยังไม่นับหนี้เงินกู้งบขาดดุล ปี 66–67 อีกกว่า 1.94 ล้านล้านบาท ถ้ากู้มาอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อแจก กระตุ้นเศรษฐกิจ อนาคตเศรษฐกิจไทยคงเลวร้ายกว่านี้แน่นอนส่วน “เงินดิจิทัล” ที่จะแจกคนละ 10,000 บาท กว่า 50 ล้านบัญชี วงเงินกว่า 5 แสนล้านบาท คุณเผ่าภูมิ โฆษกทีมเศรษฐกิจเพื่อไทย ได้ชี้แจง เพิ่มเติมว่า ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ แต่เป็น “เหรียญ (คูปอง)” หรือ “สิทธิการใช้เงิน” ที่ ใช้เทคโนโลยี Blockchain เขียน เงื่อนไขลงไปในนั้น ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีการเก็งกำไร ไม่มีการขาดทุน ไม่มีการสร้างมูลค่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นได้ สามารถแลกเป็น “เงินบาท” ได้ทุกเมื่อ ทุกบาททุกสตางค์ใช้จ่ายซื้อของได้จริง ไม่มีการสูญหายของงบประมาณฟังมาถึงตรงนี้ก็ถึงบางอ้อ เงิน “เหรียญ (คูปอง)” 5 แสนกว่าล้านบาท ที่พรรคเพื่อไทยจะนำไปแจก ที่แท้ก็เป็น “เงินบาท” จาก “งบประมาณ” แม้จะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นและใช้บล็อกเชน สุดท้ายก็ต้องแลกเป็นเงินบาทอยู่ดีเทคโนโลยี Blockchain ที่ระบุว่า มีการเขียนเงื่อนไขจำกัดสิทธิ การใช้เงิน จำกัดระยะทาง จำกัดระยะเวลา ผมอ่านบทความจาก Blognone เว็บทางเทคโนโลยี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่สามารถทำได้ บล็อกเชนมีหน้าที่ประมวลผลเฉพาะธุรกรรมที่อยู่บนสายโซ่ข้อมูล (Chain) เท่านั้น เช่นใครโอนเงินให้ใคร แต่ไม่รับรู้เงื่อนไขอื่นๆ ไม่รู้ว่าใช้จ่ายเพื่ออะไรการนำไปใช้งานจริง ต้องมีระบบอื่นเข้ามาเชื่อม เช่น ระบบกระเป๋าเงิน (วอลเล็ต) เป็นต้นความจริงแอป “เป๋าตัง” ของ แบงก์กรุงไทย เจ๋งกว่าเยอะ ที่สำคัญ “จุดขาย” ที่คิดว่าโดนใจ อาจพลิกผันกลายเป็น “จุดตาย” ของพรรคเพื่อไทยก็ได้ คนไทยวันนี้ฉลาดขึ้นเยอะ.“ลม เปลี่ยนทิศ”