เหลือเวลาอีก 32 วันที่จะชี้ชะตาอนาคตของ แคนดิเดตนายกฯและพรรคการเมือง ที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งปี 2566 กว่า 60 พรรค มีแคนดิเดตนายกฯคนที่ 30 มากกว่า 60 คน เป็นไปตามกติกาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เรื่องของนโยบายหาเสียง ประเภท ลด แลก แจก แถมก็เป็นธรรมดาสำหรับการเมืองไทย ที่ต้องระวังไม่ให้หมิ่นเหม่กับกฎเหล็ก กกต.ที่หยุมหยิม สามารถออกใบเหลือง ใบส้มและใบแดงได้ ทั้งก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งไปแล้ว ที่แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ก็คือวิธีการเลือก ส.ส.ในครั้งนี้ ใช้กติกา บัตรเลือกตั้ง สองใบ เลือกพรรค 1 ใบ และเลือกคนอีก 1 ใบ แยกกันต่างหาก เป็นอิสระสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่อาจจะชอบแคนดิเดตนายกฯพรรคนี้ อยากได้พรรคนี้เป็นรัฐบาล แต่อยากได้ ส.ส.ของอีกพรรค ดังนั้น การเลือกพรรค แคนดิเดตนายกฯ กับเลือก ส.ส.แบบเขต จึงเป็นสมการอนาคตของแคนดิเดตนายกฯคนที่ 30 ของประเทศไทยโดยตรงที่สบายใจได้คือ การประกาศผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มีการชักเข้าชักออกเหมือนครั้งที่ผ่านมา เพราะถ้าคะแนนของแต่ละพรรคไม่นิ่งจะมีผลต่อการเลื่อนลำดับของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ต้องเอาคะแนนของผู้สมัครทั้งหมดมานับรวมเป็นคะแนนสัดส่วนของพรรคการเมืองกันใหม่ด้วย เลือกตั้งซ่อมทีก็หนาวกันทีแต่การเลือกตั้งครั้งนี้เมื่อ ใช้แบบบัตรเลือกตั้งสองใบหารด้วย 100 และไม่เอาคะแนน ส.ส.เขตมานับรวม ดังนั้น คนที่ได้คะแนนเป็นลำดับที่สอง จึงไม่มีผลต่อคะแนนของพรรค ทำให้จำนวนคะแนนเฉลี่ยของ พรรคการเมืองที่จะไปคำนวณเป็นจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อยู่ที่ 350,000 อย่างต่ำ ถึงจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน เลือกตั้งปี 2566 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง 52 ล้านคน วิธีการคือ ต้องนำคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทุกพรรคหรือคะแนนพรรคมารวมกัน แล้วหารด้วย 100 จากนั้นนำคะแนนแต่ละพรรคมาหารด้วยคะแนนเฉลี่ย เช่น การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา เพื่อไทย เคยได้ 17.5 ล้านเสียง ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ก็จะอยู่ที่ 40-50 คน ก้าวไกล เคยได้ 6.3 ล้านคะแนน ก็น่าจะได้ประมาณ 10-20 คน ประชาธิปัตย์ และ ภูมิใจไทย มีคะแนน 3.7-3.9 ล้านคะแนน ก็จะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ประมาณ 10 คน เป็นการคาดเดาเอาจากสมมติฐานคะแนนเดิมเท่านั้นดังนั้น การแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่อยู่ที่ว่า พรรคไหนจะได้จำนวน ส.ส.แบบเขต เข้ามามากกว่ากันเท่านั้น แต่จะต้องแข่งกันที่คะแนนพรรค หรือบัตรใบที่สองด้วย ก็อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกคนและเลือกพรรคที่ไม่ตรงกันเยอะมากขึ้น ปัจจัยก็คือ แรงจูงใจอยากได้ใครเป็นนายกฯก็ไปเลือกพรรคนั้นมากๆ อยากจะได้ ส.ส.คนไหนเอาไว้ใช้งานในพื้นที่ก็ไปเลือกคนนั้น เป็น ส.ส.ใครจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อกี่คน คะแนนเฉลี่ยมาหารอีกที วิธีการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคที่คนเลือก ส.ส.แบบเขตมามากเท่าไหร่ ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ลดลงตามสัดส่วน จนทำให้พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเลย แต่ครั้งนี้ยิ่งได้คะแนนพรรคมากก็ยิ่งดีทีนี้ก็มาถึงคำถามสุดท้าย การที่จะได้เป็นแคนดิเดตนายกฯเซฟโซนจะอยู่ที่จำนวนเท่าไหร่ เบื้องต้นจะต้องได้ ส.ส.ทั้งหมดเกินกว่า 25 เสียง ถึงจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้ และต้องได้ ส.ส.มาเป็นลำดับกลางๆขึ้นไปจึงจะมีโอกาสในการเป็นนายกฯคนที่ 30 คือระหว่าง 70-80 ที่นั่ง ถ้าเป็นสูตร รวมกันได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลแต่ถ้าพรรคไหนแลนด์สไลด์มากกว่า 250 ที่นั่งคือจบบริบูรณ์.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th