วันแรกที่ กกต.เปิดรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรับแจ้งชื่อบุคคลที่พรรคเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี มีพรรคการเมืองเข้าแข่งขันกว่า 50 พรรค ถ้ามองในแง่คณิตศาสตร์ ต้องถือว่าการเมืองไทยก้าวหน้า มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง แข่งกันตั้งพรรคเพื่อร่วมมหกรรมการเลือกตั้งความก้าวหน้าทางการเมืองอีกด้าน คือการที่พรรคการเมืองแข่งกันเสนอชื่อผู้สมัครนายกรัฐมนตรี แม้จะไม่ให้ประชาชนเลือกโดยตรง แต่ก็เป็นการเลือกทางอ้อม ถ้าประชาชนต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีต้องลงคะแนนเลือก ส.ส.ของพรรคนั้นๆให้ได้มากที่สุด ทั้งแบ่งเขตและปาร์ตี้ลิสต์พรรคใดได้ ส.ส.เกิน 250 ที่นั่ง หรือเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ผู้สมัครนายกฯของพรรคนั้นมีสิทธิได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่ต้องรวบรวม ส.ส.จากพรรคอื่นอย่างน้อย 126 เสียง เพื่อให้ได้ 376 เสียงขึ้นไป จึงจะได้รับเลือกเป็นนายกฯ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการมองโลกในแง่สุดสวยแต่ถ้ามองการเมืองตามความเป็นจริง การที่มีพรรคการเมืองมากมาย เข้าชิงชัยในการเลือกตั้ง เช่น ปี 2562 กลายเป็นความด้อยพัฒนาของประชาธิปไตย ปีนั้นมีพรรคลงเลือกตั้ง ส.ส.กว่า 70 พรรค ได้ ส.ส.เข้าสภา 26 พรรค แต่เป็นเบี้ยหัวแตก ได้ ส.ส.คนเดียวถึง 12 พรรค ได้ ส.ส.มากสุด 136 ที่นั่งไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภา จึงต้องตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรค มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่กลายเป็นรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ตามคำบอกเล่าของอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่ระบุว่าเป็นรัฐบาลที่ขาดเอกภาพ พรรคแกนนำไม่ได้คุมกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงล้มเหลวล้มเหลวไปถึงรัฐสภา เพราะมี ส.ส.อยู่ถึง 26 พรรค และยังมี 250 ส.ว. จากการแต่งตั้งอีกต่างหาก แต่กลายเป็นสภาที่อ่อนแอ เกิดปรากฏการณ์ “สภาล่ม” เกือบ 40 ครั้ง ปัญหาทั้งหมดมีที่มาจากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร และวิธีการเลือกตั้งที่ส่งเสริมระบบหลายพรรคการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ มีการเปลี่ยนกติกาเล็กน้อย จากการใช้บัตรใบเดียวเป็น 2 ใบ ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การเมืองไทยยังเป็นหลายพรรค หัวใจของระบบรัฐสภาที่สำคัญ ต้องมีพรรคน้อยพรรค เพื่อให้เป็นพรรคที่เข้มแข็ง มีเสียงข้างมากในสภา สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือน้อยพรรคที่สุด.