เบบี้บูมเมอร์คนหนึ่งทบทวนให้ฟัง... “เชียงใหม่” เมื่อ 4 ทศวรรษก่อนหลังช่วงหนาวปลายปีข้ามช็อตปีใหม่ นักท่องเที่ยวจากที่ไหนๆ จะแห่ขึ้นไปเที่ยวดอยอินทนนท์ ดูพระอาทิตย์ขึ้นกลางเมฆหมอกไอหนาวกับดงกุหลาบพันปี...แล้วลงมาผ่อมาแอ่วรอบๆ เวียง พอหนาวจากไป...ร้อนมาเยือนเตรียมรับมหกรรมสงกรานต์ประจำปี ทำเอาเมืองแทบแตก เพราะใครๆก็อยากมาม่วนสงกรานต์กับ “แม่ญิง” ย่านท่าแพรอบแจ่งหัวเวียง...แต่ช่วงนั้นจะมีหมอกควันอันเกิดจากการเผาป่าบนดอยสูง ยามค่ำคืนจะแลเห็นไฟป่าสีแดงโชนลุกโหมอยู่บนดอยสุเทพจนชินตาด้วยรู้ว่าวิถีชาวเขาจะเผาป่าเตรียมพื้นที่ยะไร่ยะนายามฝนมา“คนเมืองหรือคนเมืองใต้...ที่หมายถึงคนอยู่ใต้ลงไปจากเชียงใหม่ ถ้าใส่เสื้อผ้าสีนวลจะถูกฝุ่นผงจากเขม่าไฟป่าปลิวใส่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน จึงนิยมใส่สีเข้มกันฤดูกาลนี้”ปัจจุบัน...บ่ใช่แต่เปิ้นชาวเขาแต่เกษตรกรชาวเราในพื้นที่ราบมีกฎหมายห้ามเผาป่าเด็ดขาด หรือที่เกิดเองโดยธรรมชาติกับมือมนุษย์ขี้ยาทิ้งก้นยามวน รัฐจึงได้จัดชุดพิชิตและควบคุมไฟป่าไว้รับมือ... ทว่าปัญหาฝุ่นมหาภัยยังมีที่เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ ฝุ่นควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การแอบเผาป่าบนที่สูงหรือที่ราบการเกษตร รถยนต์แล่นเผาผลาญพลังงานเชื้อเพลิง ฝุ่นจากการก่อสร้างกลายเป็นฝุ่นพิษอณูเล็กๆ ไร้น้ำหนักลอยกลางอากาศมนุษย์สูดดมเข้าไปพร้อมจะทำลายอวัยวะภายใน...ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจจะช้าหรือเร็วตายวันตายพรุ่งย่อมได้...ปรากฏการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นทั่วโลกในเอเชียที่รุนแรงอย่างปากีสถาน บังกลาเทศ มิจำเพาะแต่นครพิงค์เชียงใหม่...ทางวิชาการฮ้องมันว่า “พีเอ็ม 2.5” มีขนาดจิ๋วไม่เกิน 2.5 ไมครอน...คือเล็ก 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นผมหรือขนจมูก“เชียงใหม่” โชคร้ายคุณภาพอากาศสูงเกินค่ามาตรฐาน... ถ้าไม่เกิน 0-25 ไมครอน ใช้สัญลักษณ์สีฟ้าถือว่าปกติ หากระดับ 26-37 สีเขียว 38-50 สีเหลืองอยู่ขั้นปานกลางส่วน 51-90 สีส้มมีผลกระทบ...91 ไมครอนขึ้นไปสีแดง-สีม่วง สวดมนต์เลยกระทบสุขภาพแน่นอน! เชียงใหม่อยู่ในขั้นทำลายสถิติโลกเกิน 500 ไมครอน ครองที่ 1 ติดต่อกันหลายวันสลับกับปากีสถานและบังกลาเทศ ฝุ่นเพชฌฆาตนี้ยังกระจายไปจังหวัดต่างๆ 23 แห่งทั่วเหนืออีสานในแหล่งที่มีภูเขา ทำลายบรรยากาศท่องเที่ยวที่เคยคึกคักเมื่อหนาวสู่โหมดวิกฤติ...ปรับคีย์เวิร์ดให้อุทยานแห่งชาติหลายแห่งต้องปิดตัวเอง... งดสร้างรายได้ให้กรมเป็นการชั่วคราว?ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สะอื้นไห้กับทัศนวิสัยย่ำแย่ จนชาวบ้านต้องออกมาถือป้ายบอกนายอำเภอให้เร่งแก้ปัญหา...อำเภอเชียงแสน สามเหลี่ยมทองคำต้องระงับทัวร์ล่องโขงชม 3 แผ่นดิน เพราะควันไฟป่าในประเทศเพื่อนบ้านลอยมาแยงจมูกคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติสถานการณ์เช่นนี้ขบวนการรัฐได้นำปัญหาดังกล่าวไปหารือในเวทีอาเซียน แต่ดูเหมือนจะถูกเผาไหม้ไปกับไฟป่า ด้วยยังไม่มีความคืบหน้าใดๆออกมาให้เห็นปมเหตุทั้งหมดข้างต้นเหล่านี้กูรูท่องเที่ยวมองว่า...เมื่อรัฐทำท่าขึงขังจะใช้ “ท่องเที่ยว” เป็นแม่เหล็กดึงเงินตราต่างประเทศ และล้วงเงินบาทจากคนไทยให้กระพือไปทั่ว ก็ควรจะรีบหามาตรการแก้ไข “ทันควันไฟป่า” ขึ้นแท่นวาระแห่งชาติ แทนพ่นน้ำลายการเมืองดับไฟป่าเป็นไหนๆหน่วยงานท่องเที่ยวที่ทับซ้อนกันอยู่ภายใต้ร่มกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อย่ามัวแต่พุ่งเป้าไปกับ “เส้นทางคนโสด #ล้อเล่นความเหงา” องค์กรเอกชนซอฟต์เพาเวอร์มาร์เกตทัวร์ก็เถอะ ต้องขับเคลื่อนซีนาริโอนี้ผ่านไปให้ได้ อย่าลืม...“ท่องเที่ยว” หยุดวันใดหมายถึงหยุด “หายใจ” วันนั้น ฉายภาพต่อไปในพื้นที่ “ภาคใต้” ที่เคยอ่วมจากหางเลข “เอลนีโญ” เมื่อเคยเกิดเขม่าไฟป่าจากเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย วันนี้หมดไปแล้วและปักษ์ใต้บ้านเรามีฝนตกชุก “ท่องเที่ยว” จึงเดินไปได้อย่างคงเส้นคงวาครั้นพอเหลียวหันกลับไปมอง “พัทยา”...สีสันตะวันออก ซึ่งมีนักท่องเที่ยวปีละ 18 ล้านคนมาก่อน คุณภาพอากาศที่นี่ปลายมีนาคมถึงต้นเมษายนปานกลาง 38 ไมครอน ซีนาริโอท่องเที่ยวราบรื่น...สุพจน์ ประกิจจานุรักษ์ ผู้จัดการทั่วไป อมารี พัทยา และเครืออมารีภาคตะวันออก อดกล่าวไม่ได้ว่า“พัทยาเป็นเมืองชายทะเลมีลมพัดผ่านตลอด เวลานี้อย่าว่าแต่คนเหนือหรืออีสานมีปัญหาฝุ่นพิษเลย คนกรุงเทพฯเองก็กลัวอากาศที่ค่าสีส้มบางแห่งบางวัน ไม่ควรออกทำกิจกรรมกลางแจ้งถ้าไม่จำเป็นให้อยู่แต่ในบ้านติดเครื่องฟอกอากาศ จึงพากันหนีมาพัทยาแทน” สุพจน์ ประกิจจานุรักษ์พัทยาจัดอีเวนต์ต่อเนื่องอย่างสงกรานต์ “อินเตอร์เนชั่นแนล มิวสิคัล” 18 ถึง 20 เมษายน “วันไหล” เริ่มที่นาเกลือ พัทยา บางเสร่ ต่อด้วยกิจกรรมฉายหนังกลางแปลงแบบไทยๆสมัยก่อน ทำให้นักท่องเที่ยวมีทั้งคนไทย คนยุโรป รัสเซีย เกาหลี อินเดีย ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม กลุ่มพรีเมียม แห่มากระจุกตัวมากขึ้นน่าสนใจว่า....โรงแรมถูกจองเต็มหมดในช่วงนี้ด้าน “สวนนงนุชพัทยา” สวนสวย 1 ใน 10 ของโลกพื้นที่ 1,700 ไร่ กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุช เสริมว่า คุณภาพอากาศภายในสวนไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะสวนพฤกษศาสตร์มีต้นไม้คอยดูดซับฝุ่นผงโดยธรรมชาติ นอกจากช่วยขจัดคาร์บอนฯ คายออกซิเจน...ถึงฝนจะไม่ตกแต่ก็ได้น้ำรดต้นไม้ช่วยกำจัดฝุ่นได้อย่างดี คนมาเที่ยวจึงไม่ห่วง“อยากฝากพ่อแม่ช่วยปลูกฝังเด็กไทยให้รักษ์ต้นไม้ช่วยกันปลูกป่า สร้างสมดุลธรรมชาติกับสังคมมนุษย์ ปัญหามลพิษจะได้ไม่เกิดหรือเกิดก็เพียงส่วนน้อย สวนนงนุชฯทำทุกอย่างเพื่อลดโลกร้อนและฝุ่นพิษ ขยะที่เกิดขึ้นทุกวันก็ใช้วิธีขุดฝังแทนการเผาที่เกิดปัญหาเรื่องควัน” กัมพล ตันสัจจากัมพล ย้ำว่า การปลูกป่าก็น่าจะคำนึงถึงต้นไม้ที่จะเจริญพันธุ์ ควรหลีกเลี่ยงพืชประเภทเศรษฐกิจเพราะจะถูกแอบตัดเมื่อโตเหมือนในป่า มาปลูกจำพวกยึดดินดี เช่น ต้นไทร ขุดถอนยากคนไม่ลักลอบตัด มันช่วยสร้างประโยชน์ลดปัญหามลพิษได้อีกด้วย“หมอกควัน”...เมืองไทยยังเป็นอุปสรรคมหากาพย์ และยังคงวนเวียนซ้ำปีแล้วปีเล่าอยู่ในอ่าง ด้วยวิธีเหมือนกับว่าสั่งแล้วทิ้งใส่ทุกหน่วยงานให้รับไปดำเนินการ แต่ไร้การติดตามคนไทยจึงประสบชะตากรรมซ้ำ...ครั้งแล้วครั้งเล่า เช่น ครั้งใหญ่สุดเชียงใหม่ เชียงราย ปีนี้ที่กระทบเป็นลูกระนาดถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนนับรวมไปถึงมิติทางเศรษฐศาสตร์มหภาค “ท่องเที่ยว” ของประเทศอีกด้วย.