ในบรรดาผู้นำการเมืองรุ่นเก่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับยกย่องเป็นนักประชาธิปไตย เพราะเป็นทั้งผู้สมัคร นายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรค เพื่อให้เป็นผู้นำที่สง่างามจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่บิ๊กป้อมถูกวิพากษ์ กรณีที่บอกว่าการพูดเก่ง สะท้อนถึงความรู้ความสามารถน้อยที่สุดหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ยอมรับว่าประเทศควรมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากที่สุด เพื่อเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการนำประเทศสู่ความรุ่งเรือง ความสามารถวัดกันด้วยความคิด คำพูด และการกระทำ คำพูดสะท้อนถึงความสามารถน้อยที่สุด เพราะคนพูดเก่งพูดได้แต่ทำไม่ได้คล้ายกับเป็นการแก้ตัวของ พล.อ.ประวิตร ที่รู้ตัวว่าพูดไม่เก่ง จึงขอตัวไม่ร่วมดีเบตใดๆในระหว่างหาเสียง อ้างว่าคนที่พูดไม่เก่ง อาจมีความสามารถเหมาะสมกับความเป็นไปของประเทศ โดยยกตัวอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ไม่ต้องแสดงความสามารถด้วยการดีเบตกับใครเป็นการแสดงความเห็นทำนองว่า คนที่พูดไม่เก่ง แต่เหมาะที่จะเป็นผู้นำประเทศ ซ้ำยัง “ด้อยค่า” คนที่พูดเก่ง ว่าดีแต่พูด แต่ทำไม่เป็น และยกตัวอย่างผู้นำจีนไม่ต้องดีเบตกับใคร เพราะเป็นผู้นำแบบอำนาจนิยม และปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียว ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน จึงไม่ต้องดีเบตกับใครแต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า “มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย” อาจมีผู้นำบางส่วนที่ยึดติดอำนาจนิยม แต่การเมืองไทยมีทั้งพรรครัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน และรัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น ผู้นำประเทศจึงต้อง “ดีเบต” กับฝ่ายที่เห็นต่างความสามารถในการพูด การแสดงความคิดเห็น จึงเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นประเทศประชาธิปไตย หรือเผด็จการ ฮิตเลอร์จอมเผด็จการของเยอรมนีได้รับยกย่องเป็นนักพูดที่สามารถพูดสะกดจิตประชาชนโดยไม่รู้ตัว ฮิตเลอร์สอนว่า “จงโกหกเรื่องใหญ่ โกหกบ่อยๆ” พวกเขาจะเชื่อคุณเองแต่ประเทศประชาธิปไตย ห้ามผู้นำโกหกประชาชนเด็ดขาด เพราะมีพรรคฝ่ายค้าน มีสื่อมวลชน มีองค์กรภาคประชาชน ที่มีเสรีภาพในการขุดคุ้ย ค้นหา ความจริง สามารถจับโกหกรัฐบาลได้ โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำโลกเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ผู้นำควรจะพูดเก่ง เพื่อจูงใจให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาล.