กรณีที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแฉความไม่ชอบมาพากลใน กระทรวงคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการประมูลโครงการถไฟฟ้าสายสีส้ม หรือการที่การรถไฟไม่รับผิดชอบต่อการบุกรุกที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ กว่า 5 พันไร่ มีบ้านของนักการเมืองตระกูลดังไปปลูกเอาไว้อย่างสง่างาม แต่ชาวบ้านที่เข้าไปทำกินตั้งแต่ต้นถูกไล่ออกจากพื้นที่อ้างว่าเป็นการบุกรุก กระทบไปถึงการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่ไม่กล้าไปแตะต้อง บริษัทรับเหมารายใหญ่ ที่เข้าครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ใน จ.สระบุรี กว่า 700 ไร่ หรือการ เข้าไปถือหุ้น เป็นนอมินี ในบริษัท ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ ชูวิทย์ ระบุมีถึง 82 โครงการ คิดเป็นงบประมาณ ไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท แค่น้ำจิ้ม ยังไม่รวมความไม่ชอบมาพากลอื่นๆอีกบานตะไทที่ชาวบ้านธรรมดาทำไม่ได้แน่นอนเผอิญว่า วันเดียวกับที่ ชูวิทย์ แถลง ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ รับเรื่องร้องเรียนจากกรณีที่ ส.ส.ก้าวไกล ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้อภิปรายเอาไว้ถึงความไม่ชอบ มาพากลของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม อ้างว่ามีการปกปิดทรัพย์สินของตัวเองในส่วนที่เป็นหุ้นส่วน หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยให้ลูกจ้างเป็นนอมินี เป็นการใช้อำนาจขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยในระหว่างนี้ ให้ ศักดิ์สยาม หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการวินิจฉัยถึงที่สุดและให้เวลาในการชี้แจงภายใน 15 วันมีรายละเอียดมากมาย โดยเฉพาะชื่อของกรรมการที่ลงชื่อผูกพันในบริษัทดังกล่าว ซึ่งก็มีชื่อคนนามสกุลชิดชอบอยู่ด้วย เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ในภาพรวมรัฐธรรมนูญ มีช่องว่างมากมายที่เปิดโอกาสให้ใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบมาพากลได้หลายช่องทาง ถือว่าเป็นความหละหลวมและเป็นการให้ท้ายของรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การคอร์รัปชัน แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะประกาศยกตัวเองว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงก็ตามเช่น ให้คนที่จะเข้ามามีส่วนได้เสียจากการใช้อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างสะดวกแค่ลาออกจากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยไม่ได้มีการตรวจสอบการเป็นนอมินีแต่อย่างใด เรื่องนี้ยังกระทบไปถึงการใช้อำนาจของนายกฯในฐานะผู้นำรัฐบาล ที่ไม่ใช้วิจารณญาณในการตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมต.ในรัฐบาล ที่เคยเป็นคู่สัญญาในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่กับรัฐ หรือเคยอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในกระทรวงที่แต่งตั้งให้รับผิดชอบ ดังนั้นหัวหน้ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบกับการกระทำของ รมต.ในรัฐบาลด้วยส่วนที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ การแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามที่ กกต. ขอให้วินิจฉัยคำว่าราษฎรให้ตีความถึงคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ อ้างว่าเป็นการอ้างอิงจากการคำนวณจำนวนประชากรของ กระทรวงมหาดไทย ที่รวมเอาคนต่างด้าวไว้ด้วย ให้ถือว่า ราษฎร ในที่นี้หมายถึงบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้นเรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องด้วยซ้ำไป ถ้ามหาดไทยกับ กกต. คิดให้รอบคอบกว่านี้ ถ้าให้คนต่างด้าวมาเลือก ส.ส.ได้ การเลือกตั้งในประเทศไทยคงไม่มีคำว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมอีกต่อไป ด้วยความหละหลวม ทำให้ กกต.ต้องสั่งให้ 73 จังหวัดประกาศรูปแบบการแบ่งเขตกันใหม่ นี่ถ้าไม่มีการทักท้วงจาก สมชัย ศรีสุทธิยากร ก็คงเรียบร้อยไปแล้ว.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th