แม้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงตกต่ำ “คนไทย” ต้องพากันดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อความอยู่รอดแต่กลับพบ “กลุ่มนักดนตรียักคิ้วจิตอาสา” ที่รวมตัวกันใช้ความสามารถออกเล่นดนตรีเปิดหมวกระดมทุนช่วยเหลือ “วัดพระบาทน้ำพุ” เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นนั้นเรื่องราวนี้เกิดขึ้นระหว่าง “ทีมข่าวสกู๊ป” ผ่านไปในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพัฒนาการ กทม. แล้วบังเอิญเจอ “เข้ม–มณฑล วงษ์ประดิษฐ์ นักร้องนำวงเย่ห์ (Yeah)” ที่แต่งกายด้วยชุดเงาะป่ากำลังนั่งร้องเพลงเปิดหมวกท่ามกลางความสนใจของผู้จับจ่ายซื้อของต่างแวะเวียนเข้ารับฟังเพลงบริจาคเงินกันอยู่เป็นระยะโดยมีกล่องรับบริจาคตั้งอยู่หน้าเวที “ติดป้ายข้อความว่าโครงการดนตรีจิตอาสาวัดพระบาทน้ำพุ ช่วยเหลือผู้ป่วย HIV เด็กกำพร้า และผู้ยากไร้” แล้วข้างกล่องนั้นยังพบป้ายบัตรประจำตัวจิตอาสาดนตรีเปิดหมวกออกโดยวัดพระบาทน้ำพุ และบัตรประจำตัวผู้แสดงความสามารถออกโดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เข้ม–มณฑล วงษ์ประดิษฐ์ นักร้องนำวงเย่ห์ (Yeah)ในระหว่างพักเล่นดนตรีนั้นได้มีโอกาสนั่งคุยกับ เข้ม–มณฑล เล่าให้ฟังว่า ปกติทำงานด้านบันเทิงไม่ว่าจะเป็นนักร้องนำวงเย่ห์ ดีเจรายการวิทยุ พิธีกรรายการช่อง 5 ช่อง NBT ช่องเคเบิลทีวี ส่วนใหญ่รับทำแบบฟรีแลนซ์แล้วเมื่อมีเวลาว่างมักออกมาร้องเพลงเปิดหมวกหารายได้ระดมทุนช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุมานานกว่า 3 ปีหากย้อนดูก่อนนั้นตั้งแต่ปี 2556 ได้รวมตัวกันกับเพื่อน “จัดโครงการน้ำเพื่อน้อง” ภายใต้ชื่อกลุ่ม “นักดนตรียักคิ้วจิตอาสา” ระดมทุนร้องเพลงเปิดหมวกหารายได้จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวัน รวมถึงจัดหาชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา และของเล่นต่างๆเพื่อมอบให้โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารตามชนบทนอกจากนี้ ยังมี “โครงการนักรบจิตอาสา” อันเป็นกิจกรรมมุ่งเน้นปรับปรุงภูมิทัศน์ในโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ทั้งยังปรับปรุงภูมิทัศน์วัดวาอาราม อย่างเช่น ซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุดเสียหาย ตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดหญ้า ทาสีกำแพง เพื่อทำนุบำรุงศาสนสถานให้สะอาดสวยงามรองรับสาธุชนมาทำบุญนั้นอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ทว่า “เงินรายได้นำไปจัดกิจกรรมนั้น” ส่วนใหญ่มาจากการเล่นดนตรีเปิดหมวกรับบริจาคเงินตามสถานที่สาธารณะ ตลาดนัด ถนนคนเดิน “อันจะมีผู้ใจบุญบริจาคเฉลี่ยเดือนละ 1–2 หมื่นบาท” อีกส่วนเป็นเงินจาก “เพื่อนๆ กลุ่มยักคิ้วจิตอาสา” ที่ควักออกกันคนละเล็กคนละน้อย 200, 300, 500, 1,000 บาทแล้วเงินที่ลงขันนั้นจะถูกนำมาใช้จ่ายตั้งแต่การเลี้ยงอาหารกลางวัน จัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงซื้อขนม ตุ๊กตา และของเล่นต่างๆนำมามอบเป็นของขวัญให้เด็กๆได้เล่นเกมรับแจกของที่ระลึกในระหว่างออกค่ายนั้น “อันเป็นการเพิ่มสีสันความสนุกสนาน” สร้างรอยยิ้มให้เด็กผู้ด้อยโอกาสมีความสุขมากยิ่งขึ้นด้วยที่ผ่านมา “นักเรียนหลายแห่งตามชนบท” โดยเฉพาะเด็กที่บ้านยากจนบนพื้นที่สูงแทบไม่เคยมีโอกาสได้ “รับประทานอาหารอร่อย และไม่เคยมีตุ๊กตาเล่นเลยด้วยซ้ำ” ทำให้ครูประจำโรงเรียนต่างออกมาชื่นชมแสดงความขอบคุณ “กลุ่มจิตอาสาฯ” ที่เสียสละเวลามามอบสิ่งของให้แก่เด็กในถิ่นทุรกันดารนี้ทั้งที่เรารู้สึกว่า “ไม่ได้ทำอะไรมากเพียงต้องการอยากร้องเพลง” เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมเท่านั้นแต่กลายเป็นว่า “สิ่งที่ทำนั้นเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่มากกว่าเข้าวัดทำบุญ” จนปัจจุบันนี้ก็ยังมีนักเรียนหรือครูติดต่อมาพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊กอยู่ตลอด ทำให้เป็นภาพความประทับใจยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “สมัยเด็กอยู่ในครอบครัวยากจนเหมือนกัน” แล้วเคยเรียนในโรงเรียนห่างไกลมาก่อน “ที่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ” กลายเป็นเด็กขาดความพร้อมทักษะหลายด้าน ทำให้เรื่องนี้ถูกฝังในใจมาแต่เด็กแล้วตั้งใจว่า “มีโอกาสจะกลับมาแบ่งปัน” สร้างความสุขให้เด็กผู้ด้อยโอกาสมาจนถึงทุกวันนี้ถัดมาปลายปี 2563 “โควิด–19 ระบาดในประเทศไทย” รัฐบาลประกาศห้ามเดินทางข้ามจังหวัดแล้วช่วงนั้น “โรงเรียนหลายแห่งเปิดการเรียนแบบผ่านออนไลน์” ทำให้โครงการจิตอาสาฯต้องสะดุดลงก่อนมาเจอ “กลุ่มศิลปินจิตอาสาระดมทุนช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี” จึงอาสาเข้ามาร้องเพลงระดมทุนถึงทุกวันนี้ด้วยการตระเวน “เล่นดนตรีเปิดหมวกรับบริจาคเงินจากผู้ใจบุญ” ตามตลาดสด ถนนคนเดินและห้างสรรพสินค้าอนุญาตให้ร้องเพลงได้นั้น เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้ป่วย HIV เด็กกำพร้า ผู้ยากไร้ ตลอดจนให้วัดพระบาทน้ำพุได้ใช้ประโยชน์ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่ายารักษาโรค ค่าบริหารจัดการภายในวัดต่างๆ แต่ว่า “ผู้ที่จะเข้าเป็นอาสานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะต้องผ่านการคัดกรอง ตรวจสอบประวัติ แล้ววัดพระบาทน้ำพุจะจัดอบรมชี้แจงข้อปฏิบัติต่างๆ ออกใบอนุญาตรับรองให้ “ถ้าจิตอาสาฯคนใดฝ่าฝืนทำผิดข้อปฏิบัติต้องถูกยึดใบอนุญาตทันที” ทำให้ไม่สามารถร้องเพลงเปิดหมวกรับบริจาคได้อีกต่อไปต่อมาไม่นานมีโอกาสเข้าไป “ร้องเพลงเปิดหมวกในห้างโลตัสฯ สาขา รังสิต–นครนายก” ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม “มีการถ่ายภาพแชร์ผ่านโซเชียลฯ” กลายเป็นกระแสอย่างกว้างขวางเพิ่มมากขึ้นรวดเร็วจน “ผู้จัดการห้างโลตัสฯ สาขาอื่น” ติดต่อชักชวนให้ไปเล่นดนตรีไม่ขาดสายเพื่อเป็นการสร้างสีสันความบันเทิงแห่งเสียงเพลงต้อนรับลูกค้าเข้ามาใช้บริการกันนั้น จนตอนนี้ต้องสลับหมุนเวียนกันไปร้องเพลงหลายพื้นที่แต่ทุกครั้งมักมี “ประชาชน” แวะเวียนมาบริจาคเงินทำบุญกันตลอดเสมอ เท่าที่สังเกตผู้บริจาคนั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ศรัทธาหลวงพ่ออลงกต ติกขปัญโญ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เมื่อเห็นป้ายจะเข้ามาร่วมทำบุญทันที 2.ผู้ชื่นชอบเสียงดนตรีหากเพลงถูกใจมักมายืนฟังค่อยบริจาค “ส่วนรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2,000–6,000 บาท/ครั้ง” แล้วจะโอนเข้าบัญชีวัดพระบาทน้ำพุวันต่อวันจริงๆแล้ว “ร้องเพลงเปิดหมวกช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุ หรือช่วยนักเรียนถิ่นทุรกันดาร” บรรยากาศความสนุกไม่ต่างกันมาก เพราะเรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ใช้ความสามารถขับร้องเพลงหาเงินรายได้ที่ “นักท่องเที่ยวและผู้มีน้ำใจ” มอบให้เป็นสะพานบุญส่งต่อผู้ด้อยโอกาส หรือผู้เดือดร้อนสามารถบรรเทาทุกข์นั้นได้แม้ตอนนี้หันมาทำ “ดนตรีจิตอาสาช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุ” แต่ว่ากิจกรรมที่เคยทำกันมาก่อนหน้านี้อย่าง “โครงการน้ำเพื่อน้อง หรือนักรบจิตอาสา” ก็ยังคงขับเคลื่อนสานต่อจัดกิจกรรมเช่นเดิมเพียงแต่ความถี่การออกทำกิจกรรมอาจจะ 3 เดือนครั้ง ล่าสุดก็เพิ่งร้องเพลงเปิดหมวกนำเงินไปช่วยมูลนิธิราชาวดีหญิงตอกย้ำจุดยืนว่า “ถ้ามีแรงจะขอทำงานจิตอาสาเป็นสะพานบุญช่วยเหลือสังคมเรื่อยๆ” เพราะรู้สึกทำแล้วมีความสุขกำลังสนุกกับการเล่นดนตรีหารายได้ไปแบ่งปันเด็กผู้ด้อยโอกาสที่ทำมานานกว่า 10 ปีนั้นสิ่งที่อยากสะท้อนคือ “เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว” ถ้าได้อยู่แวดล้อมที่มีแต่ความสุขย่อมทำให้พวกเขาเติบโตเป็นคนดีในสังคมเสมอ แต่ปัจจุบันนี้กลับยังมีโรงเรียนหลายแห่งตั้งอยู่พื้นที่ทุรกันดาร “ขาดการสนับสนุนทางการศึกษามากมาย” ทำให้เด็กเรียนดีต้องขาดแคลนทุนทรัพย์จนไม่มีโอกาสก้าวข้ามไปสู่ชีวิตที่ดีได้ด้วยซ้ำฉะนั้น ตอกย้ำสิ่งที่อยากเห็น “เด็กไทยมีความสุข” แม้การร้องเพลงเปิดหมวกระดมทุนช่วยเด็กผู้ยากไร้ที่ทำอยู่นี้อาจไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ทำให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสรับประทานอาหารดี อร่อยมีของขวัญกลับบ้าน “สร้างความสุข 1–2 ชั่วโมง” แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เขารู้จักแบ่งปันความสุขต่อคนอื่นก็ได้ทิ้งท้ายขอฝากไว้ “ผู้ใดมีโอกาสเจอจิตอาสาเปิดหมวกระดมทุนช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุ” อย่าลืมแวะเยี่ยมเยียนร่วมทำบุญตามกำลังกัน เพื่อเติมพลังให้คนคิดดี–ทำดีได้มีกำลังใจทำสิ่งดีๆกันต่อไป.