ข้อมูลอัตราการตรวจพบว่า “ติดเชื้อ (positivity rate)” ชัดเจนว่า...ปัจจุบันต้องป้องกันตัวให้ดีแถมยังบอกถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงต้องหยุดยั้งการระบาด “โควิด-19” ให้ได้ในระลอกแรก...ที่เราไม่มีความพร้อมที่จะสู้กับโรคระบาดใหม่ที่รุนแรง....ยังไม่มีความรู้ ไม่มียา ไม่มีวัคซีนสะท้อนให้เห็นว่า ผลลัพธ์ที่ไม่สามารถคุมโรคได้ตั้งแต่ระลอกสองสายพันธุ์ D614G นั้น นำไปสู่การระบาดทั่วไปในชุมชนและง่ายต่อการปะทุซ้ำระยะยาวยิ่งไปกว่านั้นยังสะท้อนให้เห็นความหนักหนาสาหัสของระลอกสามจาก... “อัลฟา” และ “เดลตา” ส่งผลให้การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ววงกว้างนับจากช่วงสงกรานต์เป็นต้นมา โดยมีปัญหา... “วัคซีน” ทั้งเรื่องชนิด ประสิทธิภาพ ความเพียงพอและเงื่อนเวลา สุดท้ายคือระลอกล่าสุดจาก “โอมิครอน” ว่าหนักหนากว่าเดลตา ตัวเลขย่อมสะท้อนทางอ้อมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อในสังคมและอาจเป็นตัวอธิบายเรื่องจำนวนการเสียชีวิตส่วนเกินจากทุกสาเหตุ ที่สูงกว่าหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้น...จึงควรป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ประมาท“การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องระหว่างใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก”อัปเดตความรู้เกี่ยวกับไวรัสร้าย “โควิด-19”...ให้รู้ไว้ว่า “PM 2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19” ข้อมูลนี้มาจาก Sheppard N และคณะจากมหาวิทยาลัยโมนาร์ช ประเทศออสเตรเลีย ทำการทบทวนข้อมูลวิชาการอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานจากงานวิจัยทั่วโลกจำนวน 18 ชิ้นพบว่า “ฝุ่น PM 2.5” มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด–19ทั้งนี้หากสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ในสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (μg/m3) จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น 66%จากการวิจัยต่างๆที่มีนั้น แม้จะยังฟันธงถึงความสัมพันธ์ด้วยเหตุและผลไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดของการออกแบบแต่ละการวิจัย แต่อย่างน้อยก็สะท้อนถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะมีฝุ่นหรือไม่มีก็ตามจากความรู้ที่เราเคยมีอยู่ว่า หากอยู่ในพื้นที่หรือสถานที่ที่ระบายอากาศไม่ดี อากาศนิ่งย่อมมีโอกาสสูงที่เชื้อโรคจะแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน และทำให้คนในพื้นที่หรือสถานที่นั้นมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นจับตาหน้าหนาว “ประเทศไทย” มักถูกปกคลุมด้วย “หมอกควันพิษฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5” ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ กลายเป็นวิกฤติประจำฤดูกาลที่เกิดขึ้นทุกปี อันส่งผลกระทบต่อ “คุณภาพชีวิต และสุขภาพ” มีคนจำนวนไม่น้อยต้องป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง สถานการณ์เช่นนี้...ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง ป้องกันตัวเองกันอย่างเต็มที่รอบด้านฉายภาพสะท้อน...อัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อของไทยชัดเจนว่า ปัจจุบันต้องป้องกันตัวให้ดีเพราะอัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อยู่ที่ 23.87% ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2565เปิดบันทึกข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “โควิด–19” เฟซบุ๊กส่วนตัว รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ “Thira Woratanarat” ต่อไปอีกว่า 18 พฤศจิกายน 2565...เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 261,086 คน ตายเพิ่ม 636 คน รวมแล้วติดไป 641,763,345 คน เสียชีวิตรวม 6,620,975 คน5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ไต้หวัน ฮ่องกงเมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 8 ใน 10 อันดับแรก และ 17 ใน 20 อันดับแรกของโลก...จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวัน ของทั่วโลกตอนนี้มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 93.38 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 83.8ตอกย้ำ...ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับ ATK...“หากสัมผัสความเสี่ยงมา”เริ่มจากสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ คัดจมูก น้ำมูกไหล จามหลังจากสัมผัสความเสี่ยงมาเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ตรวจ ATK หากได้ผลลบครั้งแรกให้ตรวจซ้ำวันเว้นวันรวม 3 ครั้ง (วันที่ 1, 3 และ 5) แต่หากตรวจพบว่าเป็นผลบวก มักแปลได้ว่าติดเชื้อเพราะโอกาสเกิดผลบวกปลอมน้อยและควรเข้าสู่กระบวนการตรวจรักษาตามมาตรฐาน แยกตัวจากผู้อื่นอย่างน้อย 7-10 วัน จนกว่าอาการจะดีขึ้น ไม่มีไข้ และตรวจ ATK แล้วได้ผลลบ จึงจะกลับมาใช้ชีวิตประจำวันโดยต้องป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด...ใส่หน้ากากเสมอ ไม่แชร์ของกินของใช้ ไม่คลุกคลีใกล้ชิด และไม่กินดื่มกับผู้อื่น“เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อแล้ว ควรเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพร อาหารเสริมและอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานการรักษาโควิดระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น...ยาฆ่าพยาธิ ยาจิตเวช พืชผักสมุนไพรต่างๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ หรือได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลในการรักษาโรคโควิด-19”รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ย้ำว่า หากมีอาการป่วย ไม่สบาย สงสัยว่า จะเป็นโควิด-19 ควรตรวจด้วย ATK...หากได้ผลบวกก็แปลว่าติดเชื้อ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น เพื่อให้สามารถได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง...ได้รับยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคโควิด-19 ตามที่กำหนด และตามมาตรฐานสากลแต่...หากมีอาการป่วย แต่ตรวจ ATK ครั้งแรกได้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน เพราะการตรวจ ATK อาจให้ผลลบปลอมได้พอสมควร (ติดเชื้อแต่ตรวจได้ผลลบ)ระหว่างที่มีอาการผิดปกติแต่ตรวจแล้ว “ไม่ติดเชื้อโควิด” นั้น นอกจากกินยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ดื่มน้ำ... พักผ่อนให้เพียงพอ ก็ควรปฏิบัติป้องกันตัวเคร่งครัด แยกจากคนอื่น ใส่หน้ากากเสมอ แม้ยามที่อยู่ในบ้านที่อยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวด้วย ...การป้องกันตัวสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน รับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ครบตามกำหนดและการใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง ระหว่างตะลอนทำงาน เรียน หรือท่องเที่ยวนอกบ้าน จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นเหล่านี้ รู้ไว้ไม่เสียเปล่า...จะได้ไม่ต้องคอยลุ้น ยามสัมผัสความเสี่ยงมา หรือยามที่ป่วยมีอาการ...สำหรับไทยเราตอนนี้การติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากชัดเจน จำเป็นต้องตระหนักถึงสถานการณ์ อัปเดตความรู้ที่ถูกต้องและทันต่อเวลา ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท“...ลดละเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง สถานที่เสี่ยง แออัด ระบายอากาศไม่ดี หมั่นสังเกตอาการตนเองและคนรอบข้างที่พบปะ หากไม่สบาย ไอ เจ็บคอ ไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ คัดจมูก เสียงเปลี่ยน...เสียงแหบ ให้คิดถึงโควิด-19 ไว้ด้วยเสมอ และควรทำการตรวจรักษา ไม่คลุกคลีกับผู้อื่น”ติดเชื้อไม่จบแค่ชิลชิล แต่...ป่วยได้ ตายได้ และเสี่ยงต่อปัญหาระยะยาวอย่าง “ลองโควิด”.