ต้องถือเป็นมติครั้งประวัติศาสตร์ นานทีปีหนจึงจะมีมติแบบนี้เสียที นั่นก็คือ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์ 323 ต่อ 0 งดออกเสียง 1 ไม่ออกเสียง 7 เห็นชอบในญัตติเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้จัดทำประชามติ ตามความเห็นประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ของ ส.ส.ทั้งสภา สะท้อนถึงจิตสำนึก และความกระตือรือร้นของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ตามแบบอย่างอารย ประเทศ แทนรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งถูกขนานนามว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพื่อสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร คสช.แต่เรื่องยังไม่จบที่มติเอกฉันท์ของ ส.ส. เพราะ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ 2564 ระบุว่าการเสนอเรื่องใดให้ ครม.จัดทำประชามติ ให้เป็นมติของรัฐสภา ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา มิฉะนั้นญัตติเอกฉันท์ของ ส.ส.ก็จะตกไป บทบัญญัตินี้น่าจะขัดหลักประชาธิปไตย เพราะให้ ส.ว.ที่มาจากแต่งตั้งมีอำนาจเหนือ ส.ส.ยิ่งกว่านั้น การให้ ส.ว.ที่มาจากแต่งตั้ง มีอำนาจ “ยับยั้ง” มติเอกฉันท์ ของสภาผู้แทนราษฎร และทำให้ ส.ว.มีอำนาจ “ปิดปาก” ประชาชน ไม่ให้พูด หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นสิทธิที่เด็ดขาด ห้ามออกกฎหมายจำกัดสิทธิยิ่งกว่านั้น การที่สภาผู้แทนฯมีมติให้ ครม.จัดทำประชามติ ก็ไม่ใช่เรื่อง ที่ ส.ส.คิดขึ้นเอง แต่ทำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ถ้าจะแก้ไขหรือจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องผ่านประชามติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นฉบับที่ผ่านประชามติ ถ้า ส.ว.ยับยั้งมติของ ส.ส. ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่รัฐธรรมนูญมาตรา 211 บัญญัติว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ให้เห็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ วุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา จะต้องถูกผูกพันให้ต้องปฏิบัติ ตามคำวินิจฉัยของศาลหรือไม่ เช่นเดียวกับ ครม. ก็น่าจะมีผลผูกพัน ให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหวังว่าวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ไม่ขัดขวางการลงประชามติ ไม่ใช้อำนาจโดยมิชอบปิดปากประชาชน และเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หลังจากที่ฝ่าย ส.ส.และองค์กรประชาชน ต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับและรายมาตรา จากการขัดขวางของรัฐบาล จับมือกับ ส.ว.