สมกับที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ประกาศต่อที่ประชุมคณะผู้บริหาร กทม.ว่าจะจัดพื้นที่ให้เป็นที่ชุมนุมของประชาชน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจราจร สร้างความเดือดร้อนให้ผู้สัญจรไปมา อีกทั้งยังรักษาความปลอดภัยให้ชุมนุมโดยสงบนายชัชชาติกล่าวว่า กทม.ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ” โดยอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม และประชาชนกลุ่มอื่นๆ ต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางฝ่ายที่มุ่งสลายการชุมนุม อย่างเดียวนี่คือความแตกต่างระหว่างผู้ที่มาจากเลือกตั้งที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย กับเจ้าหน้าที่ที่มาจากการแต่งตั้งที่ยึดแนวทางอำนาจนิยม ชอบอ้างกฎหมายลูกเพื่อสลายการชุมนุม เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลนี้ต่ออายุมาถึง 18 ครั้งแล้ว เสมือนหนึ่งว่าปกครองด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ใช่ด้วยรัฐธรรมนูญประเทศประชาธิปไตยบางประเทศ จัดพื้นที่ให้ประชาชนชุมนุมไม่ใช่ เพื่อประท้วงรัฐบาลอย่างเดียว แต่ใช้เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาบ้าน เมืองด้วย เช่น อังกฤษใช้สวนสาธารณะ ที่ชื่อว่า “ไฮด์ปาร์ก” จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีที่อยู่นานที่สุด เคยนำมาใช้ในไทย โดยใช้สนามหลวงเป็นเวทีไฮด์ปาร์กกลายเป็น “เวทีประชาธิปไตย” ที่ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ไม่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อาจจะเพราะไทยกับอังกฤษมีวัฒนธรรมการเมืองต่างกัน อังกฤษที่เรียกกันในขณะนี้ว่า “สหราชอาณาจักร” ยึดมั่นในวัฒนธรรมประชาธิปไตย ทั้งๆที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีผู้ว่าราชการ กทม.มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ เพราะ กทม.เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง จนมีคำกล่าวว่า “กรุงเทพฯคือประเทศไทย” อีกทั้งการปกครองของไทยเป็นระบบที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ กทม. ถ้าต้องการชุมนุมต้องมาที่ กทม.เมื่อประชาชนในจังหวัดต่างๆ จากทั่วประเทศมีปัญหาหรือความเดือดร้อน ที่ต้องการให้รัฐแก้ไข จึงมักจะนัดกันชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล หรือหน้ารัฐสภา ถ้าไปชุมนุมที่อื่น ผู้มีอำนาจไม่ได้ยิน ปัญหา ไม่ได้รับการแก้ไข ขอเอาใจช่วยให้ผู้ว่าฯ กทม.ประสบความสำเร็จในการใช้พื้นที่ใน กทม.เป็นที่ชุมนุมโดยสงบของคนไทย.