นับเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที “กรณีกลุ่มบุคคลร่วมกับนักข่าวสาว” วางแผนเข้าไปแอบถ่ายคลิปหาหลักฐานพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่ได้รับร้องเรียน “หลวงปู่พระเกจิ” มีพฤติกรรมแตะเนื้อต้องตัวสีกา แล้วบุกเข้าตรวจสอบแสดงกิริยาไม่เหมาะสม กระทบจิตใจลูกศิษย์ที่เห็นเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างมาก ไม่กี่ชั่วโมงก็เกิดปรากฏการณ์กระแสตีกลับเมื่อ “แพทย์ผู้ดูแลระบุ หลวงปู่มีอาพาธด้วยโรคอัลไซเมอร์ ไม่มีเจตนากระทำเช่นนั้น” เสมือนเป็นอภินิหารบารมีหลวงปู่ส่งผลให้บรรดาลูกศิษย์ออกมาปกป้องท่านกลายเป็นกระแสกดดัน “กลุ่มบุคคลและนักข่าวอยู่ในเหตุการณ์นั้น” ออกมายอมรับผิด “ขอขมาหลวงปู่” แล้วสื่อมวลชนบางสำนักถูกลงโทษในการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะจนเรื่องนี้ “สังคม” หันมาถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ การละเมิดจริยธรรมวิชาชีพสื่อ อันแสดงถึงความไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่หรือไม่เหตุนี้ “ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย” จึงได้จัดเสวนา “ถอดบทเรียนจริยธรรมสื่อ ทำงาน จัดฉาก ไสยศาสตร์ วงการสงฆ์” สะท้อนปัญหา หาทางออกร่วมกันต่อไป พีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มองว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่พระเกจิชื่อดังนั้นกำลังเป็น “วิกฤติต่อความศรัทธาของสื่อมวลชน” ที่เป็นจุดเปลี่ยน หยุดทบทวนแล้วมองเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียนที่ต้องนำมาสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อ” มีเหตุมีผลเกิดจากทีวีดิจิทัล จะต้องแข่งขันกันอันมีตัวเลขค่านิยมหรือเรตติ้งคือตัวกำหนด ทำให้ “องค์กรสื่อ” จำเป็นต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้รายการข่าวของสถานีมีเรตติ้ง เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ ดังนั้น ทุกครั้งที่มีกรณี “ร้องเรียนเกี่ยวกับองค์กรวิชาชีพสื่อ” มักมี เสียงอีกมุมเสมอว่า “กองบรรณาธิการ (บก.) เจ็บปวดแต่จำเป็นเพราะต้องรักษาเรตติ้ง” มิเช่นนั้นโอกาสสร้างรายได้จะกระทบ แต่ส่วนตัวคิดว่า “การแข่งขันสื่อ” เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า “มากกว่าต้องการเรตติ้ง” เพราะยอดคนดูจะไม่เพิ่มกว่านี้แล้วถ้าย้อนกลุ่มคนดูช่วงไพรม์ไทม์มีอยู่ 20 ล้านคน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มติดตามบันเทิง ดูละคร เกมโชว์ 80% และกลุ่มสนใจเนื้อหาสาระรายการข่าว 20% ที่กำลังตีตื้นขึ้นมาเรตติ้งเกือบไล่ชนะละครหลายเรื่องด้วยซ้ำล่าสุด พบว่า “ฐานเรตติ้งจะไม่เกิน 3 แม้ผลักดันแค่ไหนก็ไม่เกินนี้” เช่นนี้ รายการข่าวดังมีพื้นที่ 1.5-1.7 สูงสุดอยู่ที่ 2.8 ยกเว้นมีเหตุการณ์สำคัญต้องถ่ายทอดสด เช่น เหตุเด็กติดถ้ำหลวงทะลุถึง 3 กว่าได้ แล้วรายได้ ราคาโฆษณาต่อนาที “ดันเรตติ้งขึ้นระดับ 3” ก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ต่อนาทีขึ้นได้มากกว่านี้ผลคือ “บางสถานีต้องมีข่าวช่วงหนึ่งและช่วงสอง” อันเป็นช่องทาง เพิ่มนาทีการขายให้มีรายได้มากขึ้น ดังนั้น ทบทวนได้ว่า “การแข่งขันเสนอข่าวแบบกรณีพระเกจิ” มีความคุ้มค่าสร้างรายได้มากเพียงพอที่จะเสียจุดยืน เสียภาพลักษณ์ของบริษัท และเสียความเป็นสื่อหรือไม่เพราะ “เคสที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่พระเกจิ” สะท้อนเห็นได้ชัดว่า “กระแส โซเชียลหรือกระแสสังคม” ไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจน ความสูญเสียตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่า “ถ้ายังคงมีกระบวนการทำข่าวอย่างนี้ต่อไป” ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันการสร้างเรตติ้งและรายได้ มีโอกาสที่จะกระทบ กระเทือนอย่างแน่นอน หนำซ้ำ “กรณีหลวงปู่พระเกจิ” เป็นเพียงปลายเหตุการณ์เพราะการแข่งขันสร้างเรตติ้งทำให้ บก.บริหารจัดการรายการข่าว เนื้อหาขาดความละเอียดอ่อน ขาดความรัดกุม ขาดการตรวจสอบจึงเกิดเหตุขึ้นมานี้แล้วภายใต้การแข่งขันนี้ “บีบคั้นให้ผู้ทำงานต้องทำทุกทางให้ได้มา ซึ่งคอนเทนต์” ทั้งยังบวกกับมาตรฐานนักข่าว กลับมี “เรื่องแสดงตัวตนบนโซเชียลฯ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่งผลให้ต้องแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา อันมีตัวอย่างคนทำแบบนั้นเคยได้รับรางวัลและการยอมรับการมีตัวตนในโลกโซเชียลฯ มาก่อนแล้วสุภิญญา กลางณรงค์ อดีต กสทช. และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Cofact Thailand บอกว่า เดือน พ.ค.ของทุกปี เป็นเดือนแห่งเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ปีนี้ไทยถูกจัดอันดับเสรีภาพสื่อดีขึ้นมาเป็นอันดับที่ 115 ของโลก จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 137 ก็ยังอยู่ในสถานะทำงานลำบาก แต่โชคดีกว่าเมียนมาหรือฟิลิปปินส์ ที่ถูกจำกัดเสรีภาพสื่อหนักมากเหตุที่พูดเรื่องนี้เพราะ “มีความน่าสนใจในปัญหาจริยธรรมสื่อ” หลายกรณีมักยึดโยงอ้างว่า “สื่อใช้เสรีภาพมากเกินไป” ถ้าย้อนดูตัวชี้วัด เสรีภาพสื่อระดับสากล “สื่อไทยอยู่ในจุดที่มีเสรีภาพน้อยมาก” แล้วการใช้เสรีภาพของสื่อก็มักถูกวิจารณ์การละเมิดจริยธรรมอยู่เสมอด้วยซ้ำ เวลาพูดถึงเสรีภาพสื่อมักเป็นเรื่องในเชิงการเมือง หรือการแสดงความ คิดเห็นที่อาจมีข้อจำกัด ทำให้สื่อไปแสดงออกในเรื่องการใช้เสรีภาพประเด็นอื่น แทนจนล้ำเส้นจริยธรรมโดยไม่ต้องกังวลจะถูกแรงบีบทางการเมืองฉะนั้น “การแก้ระยะยาวให้เกิดดุลยภาพกำกับการดูแลให้มีประโยชน์กับ ผู้บริโภค” ต้องประคองไม่ให้ล้ำเส้นแต่ก็ไม่ให้ต่ำกว่าเส้น แล้วเส้นในที่นี้คือ “ความรับผิดชอบต่อสังคม ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง” เพราะที่ผ่านมาหากนำเสนอข่าวการเมือง ข่าวชายแดนใต้ หรือการตรวจสอบวัคซีน การตรวจสอบภาครัฐสิ่งที่ตามมาคือ “ภาครัฐ” มักเข้าไปตักเตือนกลายเป็นความกลัวไม่ถูก นำเสนอข่าวนั้นออกไป ทำให้สื่อต้องไปเสนอเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ที่ไม่สามารถทำอะไรสื่อได้ เช่น กรณีบ้านกกกอก หรือหลวงปู่พระเกจิ แต่คาดผิด คิดว่าสังคมจะสนับสนุนกลายเป็นจุดวิกฤติของสื่อไทยถูกวิจารณ์ตามมาตลอด ตอกย้ำให้เห็นว่า “สื่อล้ำเส้นมาหลายกรณี” แต่ด้วยกระแสสังคมแบ่งเป็น 2 ฝ่าย อย่างกรณีเห็นได้ชัด “เหตุบ้านกกกอก” ที่มีฝ่ายเชียร์สนับสนุนแต่ก็มีฝ่ายไม่ชอบวิพากษ์วิจารณ์มากมายเช่นกัน จนกลายเป็น “จุดวิกฤติของสื่อไทย” ด้วยเหตุเพราะ “การกำกับดูแล กสทช.ยังไม่ได้ดุล” ทำให้ช่องทีวีอื่นทนกระแสดราม่าไม่ไหวพากันออกมาเกาะติดกระแสข่าวตามกัน มิเช่นนั้นอาจเสียเรตติ้งกระทบรายได้ เพราะถ้า กสทช.ออกมาเตือนบทลงโทษการละเมิดสิทธิเด็ก หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่กลับไม่ปรากฏการลงโทษทำให้การละเมิดจริยธรรมลุกลามมาถึงกรณี “หลวงปู่พระเกจิ” จนเกิดกระแสตีกลับสื่ออย่างที่เห็นกันนี้“กรณีหลวงปู่พระเกจิจะเห็นว่าพลังผู้บริโภคคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการแทรกแซงสื่อให้อยู่หมัด จนเป็นครั้งแรกที่เห็นองค์กรสื่อออกมาแสดงความรับผิดชอบกันมากขนาดนี้ จึงน่าจะเป็นจุดที่ดีในการแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส หาจุดสมดุลร่วมกัน โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้งสำคัญสูงสุด” สุภิญญา ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ “สื่ออ้างละเมิดจริยธรรมเกิดจากภาระค่าใช้จ่าย ก็ไม่ได้” เพราะ กสทช. ปลดล็อกค่าใบอนุญาตและโครงข่ายคลื่นความถี่แล้ว ถ้าดูข้อเท็จจริงช่องทีวีมีปัญหาละเมิดจริยธรรมก็มีผลกำไรรายได้ดี ส่วนช่องทีวีขาดทุนกลับละเมิดจริยธรรมน้อยกว่าด้วยซ้ำ ประเด็นนี้เห็นด้วยว่า “ทีวีดิจิทัลมีการแข่งขันทำให้สื่อต้องดิ้นรน” ก็ไม่ชอบธรรมที่อ้างเรื่องนี้มา “ทำการละเมิดจริยธรรมสื่อ” เพราะการทำหน้าที่มีจุดทางออกที่ไม่ก่อให้เกิดการล้ำเส้นจริยธรรมอยู่มากมายเรื่องนี้ “สื่อ” อาจจะลุกขึ้นมาวางกรอบกันเองอีกรอบ หรือว่าจะให้ “กสทช.ชุดใหม่” เข้ามาเป็นตัวกลางในการวางกรอบตรงนี้ที่อาจควบรวมแพลตฟอร์มโซเชียลฯ อันมีผลสำคัญมาก เพื่อการแก้ปัญหารวมกันย้ำว่าเห็นด้วย “ควรต้องช่วยกันวางเส้นใหม่ภายใต้กรอบข้อจำกัดทางธุรกิจ” แน่นอน กสทช.ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะในการออกแบบ ช่องทีวีดิจิทัลออกมาเยอะเกินไป จนทำให้เกิดการแข่งขันสูงมากขึ้นเช่นกัน แล้วมุม “ผู้บริโภค” แทนที่จะได้รับประโยชน์แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นฉะนั้น มุมของประชาชนคงไม่รู้กลไก “ผู้รับผิดชอบดูแลกรอบจริยธรรมสื่อ” แต่เรารู้สึกอยากดูรายการข่าวดราม่าบ้างแต่ต้องไม่ล้ำเส้นละเมิดจริยธรรม เพราะผู้บริโภคเองก็คงรู้สึกไม่ชอบกับเรื่องนี้นี่คือเส้นใยบางๆช่องว่างระหว่างกสทช. สื่อ และผู้บริโภคต้องหันมาสร้างให้เกิดบรรยากาศความสมดุลรวมกัน “ยึดหลักประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง” เพื่อสังคมจะถูกพัฒนาเติบโตอย่างสร้างสรรค์...