ครม.ไฟเขียว สกนช.กู้ 2 หมื่นล้าน ไร้คลังค้ำประกัน เร่งเสริมสภาพคล่อง กองทุนน้ำมันที่วิกฤติติดลบ 53,226 ล้านบาท พร้อมสั่ง “คลัง-พลังงาน” คุมเข้มวินัยการเงินไม่ให้ยอดเงินกู้เกินกว่า 40,000 ล้านบาท ขณะที่หลายหน่วยงานบูรณาการร่วมค้นบริษัทคลังน้ำมัน-ท่อส่งน้ำมัน 3 จังหวัด 7 จุด หลังพบความผิดปกติจากรายงานตัวเลขน้ำมันเชื้อเพลิง อาจเข้าข่ายกักตุนเพื่อเก็งกำไร ส่วนคดีลอบสังหาร “ทรัมป์” คนก่อเหตุเจอ 3 ข้อหาหนัก จ่อติดคุกตลอดชีวิต ขณะที่ความหวังการยุติความขัดแย้ง “อิหร่าน-สหรัฐฯ” ยังอึมครึม เมื่อต่างยังเล่นแง่ปมโครงการนิวเคลียร์-เก็บเงินค่าผ่าน “ฮอร์มุซ”ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่ยืดเยื้อมาร่วมสองเดือน ยังคงสร้างความไม่แน่นอนไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานเชื้อเพลิง จากปัญหาการขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้อนุมัติ สกนช.กู้เงิน 2 หมื่นล้านเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 28 เม.ย. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงินใหม่ 20,000 ล้านบาท และให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้วกองทุนฯติดลบกว่า 5.3 หมื่นล้านจากข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย.2569 ระบุว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 53,226 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 56,399 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลางคลังไม่ค้ำประกันเงินกู้รอบใหม่ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แผนการกู้เงินวงเงิน 20,000 ล้านบาทในครั้งนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ กระทรวงการคลังจะไม่ค้ำประกันเงินกู้ โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบการชำระหนี้คืนจากรายได้ของกองทุนน้ำมันฯเองทั้งหมด คาดว่าจะเริ่มทยอยลงนามในสัญญาเงินกู้ได้ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค.2569 และมีกำหนดชำระหนี้คืน ในช่วงเดือน ก.ค.2571-ส.ค.2574ย้ำต้องเคร่งครัดวินัยการเงินทั้งนี้ ในการพิจารณาของ ครม.หน่วยงานด้านเศรษฐกิจได้ตั้งข้อสังเกตดังนี้ กระทรวงการคลังกำชับให้ สกนช.บริหารจัดการกระแสเงินสดอย่างเคร่งครัด โดยต้องให้ความสำคัญกับการชำระหนี้ก้อนเดิมที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่ มียอดคงค้าง 25,137 ล้านบาท เป็นลำดับแรก เพื่อไม่ให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะเมื่อรวมเงินกู้ครั้งใหม่นี้เข้าไป จะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมียอดกู้รวมประมาณ 45,137 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ข้อแนะนำว่าตามกฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 มาตรา 26 กำหนดให้วงเงินกองทุนเมื่อรวมกับเงินกู้แล้วจะต้องไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวงพลังงานต้องบริหารจัดการไม่ให้ยอดรวมเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ทางออกสุดท้ายหากสถานการณ์วิกฤติจนจำเป็นต้องกู้เกิน 40,000 ล้านบาท มาตรา 26 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ เปิดช่องให้สามารถเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกู้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจได้ แต่ต้องทำโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาลุยตรวจคลังน้ำมัน 3 จว. 7 จุดขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน นำโดยพลังงานจังหวัด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน กองคดีความมั่นคง กองคดีภาษีอากร และศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 และพื้นที่ 4 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร.พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพาณิชย์จังหวัด กรมการค้าภายใน ได้สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย บริษัทคลังน้ำมันและท่อส่งน้ำมันใน 3 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น สมุทรสาคร และสระบุรี รวม 7 จุดเป้าหมาย ซึ่งเป็นการขยายผลจากการเข้าตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันก่อนหน้านี้ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี พบความผิดปกติจากรายงานตัวเลขน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งจะมีการรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อมูล เอกสาร และพยานวัตถุทุกรายการเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อนำไปตรวจสอบย้อนหลังในช่วงเดือน มี.ค.ว่ามีรถบรรทุกขนส่งน้ำมันเข้า-ออกจากคลังกี่คัน ทะเบียนป้ายใดบ้าง ปลายทางไปที่ไหน และขอเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง“อนุทิน” ชี้เป้าให้ พงส.เข้าตรวจสำหรับเป้าหมาย 3 จังหวัด 7 จุด ประกอบด้วย 1.บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด อ.เสาไห้ จ.สระบุรี (คลังน้ำมันตามแนวท่อ) 2.บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด อ.เสาไห้ จ.สระบุรี (คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย) 3.บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย 4.บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด อ.เสาไห้ จ.สระบุรี (สถานีแรงดัน) 5.บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น (คลังน้ำมันตามแนวท่อ) 6.บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) (Terminal 1) อ.เมืองสมุทรสาคร (คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย) และ 7.บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) (Terminal 2) อ.เมืองสมุทรสาคร นอกจากนี้ มีรายงานเชิงลึกด้วยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คือผู้ที่กำหนดจุดพื้นที่เป้าหมายให้กับคณะพนักงานสอบสวนวันนี้ด้วยตนเองสอบเพิ่ม 9 บริษัทเจ้าของเรือด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 และโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า กรณีบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 แห่ง คณะพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปเรียบร้อยแล้ว 7 แห่ง และในวันที่ 29 เม.ย.จะสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 1 เเห่งที่สำนักงาน ส่วนอีก 1 บริษัทเจ้าของเรือ อยู่ระหว่างนัดหมายให้เข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนไม่เกินวันที่ 30 เม.ย. อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีบริษัทเรือเพิ่มมาเป็น 9 บริษัท จากเดิม 8 บริษัท เนื่องด้วยระหว่างสอบปากคำบริษัทเรือแห่งหนึ่ง ทางบริษัท ชี้แจงว่าเป็นบริษัทให้เช่าซื้อเรือ ไม่ใช่บริษัทเจ้าของเรือ แต่บริษัทที่มาใช้เรือนั้นเป็นอีกบริษัท ทำให้พนักงานสอบสวนได้ออกหนังสือเชิญบริษัทที่ใช้เรือจริงๆ มาเพื่อสอบถามด้วย จึงทำให้ตัวเลขเกี่ยวกับบริษัทเรือ เพิ่มขึ้นมาเป็น 9 บริษัท ทั้งนี้ 7 บริษัทที่สอบปากคำไปแล้ว ส่วนใหญ่จะให้การชี้แจงในลักษณะที่เกี่ยวกับภาพรวมการประกอบธุรกิจ พนักงานสอบสวนจะต้องนำข้อมูลที่ได้รับไปตรวจสอบคู่ขนานว่าการขนส่งน้ำมันทางเรือแต่ละเที่ยว มีรายละเอียดอย่างไร ใช้เวลานานกว่าปกติจริงหรือไม่เร่งตรวจ 166 ใบกำกับขนน้ำมันพ.ต.ต.วรณันกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 แห่ง ที่กรมธุรกิจพลังงานพบความผิดปกติ เอกสารรายละเอียดไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 และได้เข้ามอบเอกสารให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วนั้น เบื้องต้นได้รับข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานเรียบร้อยแล้ว หากพบความผิดปกติจริง ต้องนำไปพิจารณาว่ามีองค์ประกอบใดเข้าเกณฑ์ตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพื่อที่จะได้รับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ หากเข้าเกณฑ์ภายใต้มติคณะกรรมการคดีพิเศษ ดีเอสไอจะได้ดำเนินการสอบสวนขยายผลต่อไปตั้ง 3 ข้อหาหนักหนุ่มบุกงานเลี้ยงสื่อฯอีกด้านกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าห้องจัดเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อหวังบุกเข้าไปสังหาร นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และคณะ เมื่อคืนวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ว่า นายโคล โทมัส อัลเลน วัย 31 ปี ผู้ต้องหา ถูกคุมตัวมาขึ้นศาลรัฐบาลกลาง ในกรุงวอชิงตัน เป็นครั้งแรก โดยสวมชุดนักโทษสีน้ำเงินและถูกใส่กุญแจมือไพล่หลังตลอดการพิจารณา เบื้องต้นพนักงานอัยการสั่งฟ้องใน 3 ข้อหาหนัก ได้แก่ พยายามลอบสังหารประธานา ธิบดีสหรัฐฯ มีโทษจำคุกตลอดชีวิต หากถูกตัดสินว่ามีความผิด รวมทั้งข้อหาเคลื่อนย้ายอาวุธปืนข้ามรัฐเพื่อก่ออาชญากรรม และใช้อาวุธปืนระหว่างการก่ออาชญากรรมรุนแรงคนร้ายเตรียมการมาอย่างดีอัยการโจเซลิน บัลแลนไทน์ แถลงต่อศาลว่า อาวุธที่ตรวจยึดได้จากผู้ต้องหาประกอบด้วยปืนลูกซองแบบปั๊มยิง ปืนสั้นยี่ห้อ Rock Island Armory 1911 ขนาด .38 และมีดอีก 3 เล่ม ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติการครอบครองอาวุธ ผู้ก่อเหตุซื้อปืนสั้นในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อ ต.ค.2566 และปืนลูกซอง เมื่อ ส.ค.2568 นอกจากนี้ จากการสืบสวน นายอัลเลน เดินทางด้วยรถไฟจากนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิ ฟอร์เนีย ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.แวะต่อรถไฟที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ก่อนมุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.และเข้าเช็กอินที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน สถานที่จัดงานในวันที่ 24 เม.ย. กระทั่งในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20.40 น.นายอัลเลนพยายามวิ่งฝ่าจุดตรวจความปลอดภัยพร้อมอาวุธปืนลูกซอง เป็นเหตุให้เกิดการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) ส่งผลให้เจ้าหน้าที่นายหนึ่งถูกยิงเข้าที่หน้าอกอย่างจัง แต่รอดชีวิตมาได้เนื่องจากสวมเสื้อเกราะกันกระสุน และมีรายงานจากสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ยิงตอบโต้กดดันจนนายอัลเลนล้มลงและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถูกกระสุนปืนไม่ให้ประกัน–จ่อเพิ่มข้อหาในระหว่างการพิจารณาคดี นายอัลเลนไม่ได้ให้การตอบโต้ข้อกล่าวหา ระบุเพียงประวัติการศึกษาว่าจบปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ขณะที่ทนายฝ่ายจำเลยยืนยันว่าลูกความไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆ มาก่อน ขณะที่ผู้พิพากษาแมทธิว ชาร์บอห์ มีคำสั่งให้ควบคุมตัวนายอัลเลนไว้โดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว และนัดพิจารณาไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพื่อตัดสินใจเรื่องการฝากขังระหว่างรอการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ ท่ามกลาง คำแถลงของอัยการที่เตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในอนาคต“ทรัมป์” ฉุนข้อเสนออิหร่านไม่โดนใจส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงส่อแววยืดเยื้อ หลังจากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และแหล่งข่าวในทำเนียบขาวระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อข้อเสนอล่าสุดจากรัฐบาลอิหร่านในการยุติสงคราม โดยนายทรัมป์ยืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวยังห่างไกลจากความต้องการของสหรัฐฯ เนื่องจากจงใจละเว้นประเด็นการยุติโครงการนิวเคลียร์ลั่นต้องล้มโครงการนิวเคลียร์ก่อนรายงานระบุข้อเสนอของนายอับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน มีใจความสำคัญคือการเจรจาแบบเป็นลำดับขั้น โดยเสนอให้สหรัฐฯและอิสราเอลยุติสงครามกับอิหร่านและรับประกันว่าจะไม่เริ่มสงครามขึ้นอีก รวมทั้งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยเสนอให้แยกเรื่องโครงการนิวเคลียร์ไว้พิจารณาทีหลัง จนกว่าสงครามจะสงบโดยสิ้นเชิง ซึ่งทรัมป์มองว่านี่คือกลลวง และยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ต้องถูกยกมาพูดคุยตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ใช่รอให้จบสงครามก่อน พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์และต้องส่งมอบยูเรเนียมทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องที่อิหร่านต้องการเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขัดต่อหลักเสรีภาพในการเดินเรือสากลอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่